Page 44 - การเขียนบทวิทยุกระจายเสียง
P. 44
10-34 การเขียนบทวทิ ยุกระจายเสยี ง
(1) มคี วามคดิ สรา้ งสรรคแ์ ละมจี นิ ตนาการ เชน่ เดยี วกบั นกั เขยี นทวั่ ไปทจี่ ะตอ้ ง
สามารถสรา้ งภาพทัง้ หมดขึน้ ในใจกอ่ นลงมือเขียน เชน่ จะเขยี นเรอ่ื ง การตอนกง่ิ กหุ ลาบ ผู้เขยี นก็จะตอ้ ง
จนิ ตนาการถงึ ขน้ั ตอนในการตอนวา่ อะไรกอ่ นหลงั คดิ โครงเรอื่ งวา่ ควรจะนำ� เขา้ สเู่ นอื้ หาสาระอยา่ งไรทจี่ ะ
ทำ� ใหผ้ ฟู้ งั เกดิ ความสนใจตงั้ แตเ่ รม่ิ รายการ และชว่ งจบรายการบทความนน้ั ควรจะสรปุ อยา่ งไร เปน็ ตน้ ใน
การเขยี นบทความแต่ละครงั้ แนวคิดหรือการสรา้ งจนิ ตนาการจะต้องแปลกใหม่ตลอดเวลา ไม่ซํ้าซากจ�ำเจ
(2) มีความสามารถในการเขียน โดยถ่ายทอดจินตนาการนั้นออกมาเป็นตัว
หนังสือท่ีมีความสัมพันธ์ต่อเน่ืองกันไปอย่างเป็นเหตุเป็นผล ผู้ฟังสามารถติดตามฟังได้ทันทุกข้ันตอน
ทกุ ขอ้ ความ โดยไมเ่ กดิ ความขอ้ งใจสงสยั หรอื ตอ้ งตคี วาม และตอ้ งทง้ิ ทา้ ยใหผ้ ฟู้ งั เกดิ ประทบั ใจและกระหาย
ทจี่ ะไดฟ้ ังบทความเช่นนน้ั อกี ทง้ั นี้ เพราะบทความไม่มเี สยี งประกอบอ่นื ใด ทจี่ ะช่วยให้ผฟู้ งั เหน็ ภาพและ
เขา้ ใจได้ นอกจากฟงั จากผู้อ่านถ่ายทอดจากข้อเขียนซ่ึงเขียนไวอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพเทา่ นั้น
(3) หมั่นแสวงหาประสบการณ์ ผู้เขียนบทความทางวิทยุกระจายเสียง ต้อง
เกบ็ เกยี่ วหาประสบการณท์ งั้ ทางตรงและทางออ้ ม เพอ่ื ใชเ้ ปน็ วตั ถดุ บิ สำ� หรบั เขยี น ดว้ ยการอา่ นมากๆ หรอื
ทดลองท�ำด้วยตนเอง เพราะยิ่งมีความรู้หรือมีประสบการณ์มากเท่าใด จะท�ำให้เขียนบทความได้คล่อง
ราบรืน่ ข้ึนเพียงนั้น
(4) มีความสังเกตและความจ�ำดี โดยเฉพาะเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นรอบๆ ตัว
เพือ่ น�ำเหตุการณน์ น้ั ๆ มาเป็นแนวคดิ ในการเขียนบทความ
(5) มีรสนิยมดี หมายถงึ ผเู้ ขยี นบทความตอ้ งรจู้ กั เลอื กเขยี นในสงิ่ ทด่ี ี เหมาะสม
ละเอยี ดรอบคอบ ใช้ภาษา ถอ้ ยคำ� ที่ไมห่ ยาบคาย ประชดประชนั หรอื กระแนะกระแหนเพราะบทความท่ี
เขยี นเขยี นขนึ้ จากแนวความคดิ ของผเู้ ขยี น ผฟู้ งั จะประเมนิ รสนยิ ม การศกึ ษาและความรคู้ วามสามารถของ
ผเู้ ขยี นจากลลี าการเขียน การใช้ภาษาและถ้อยค�ำในบทความนน้ั เอง
1.2 การก�ำหนดแนวคิดในการเขียนบทความ รายการวทิ ยกุ ระจายเสยี งจะต้องเริ่มต้นจาก
แนวคิดทั้งส้ิน เนื่องจากแนวคิดจะเป็นขอบเขตและแนวทางในการเขียนบทต่อไป แนวคิดในการเขียน
บทความจะเกิดข้นึ ใน 2 ลกั ษณะคือ
1) ผู้เขียนบทก�ำหนดแนวคิดข้ึนเอง ผู้เขียนบทจะเขียนบทความเก่ียวกับเรื่องอะไร
มปี ระเดน็ ใดทตี่ อ้ งการนำ� เสนอ และสว่ นสรปุ จะฝากอะไรไวใ้ หผ้ ฟู้ งั จารลุ นิ ทร์ มสุ กิ ะพงษ์ (2547) กลา่ ววา่
แนวคดิ ในลกั ษณะนจ้ี ะใชก้ บั การเขยี นบทความประเภทใหส้ าระความรทู้ ว่ั ไปประเภทเรอ่ื งเลา่ หรอื เชญิ ชวน
หรือประเภทเชิงแสดงความคดิ เหน็ ใหม่
2) ผู้เขียนบทได้แนวคิดมาจากที่อ่ืน นน่ั คอื มจี ดุ เรม่ิ ตน้ จากสง่ิ ทไี่ ดพ้ บเหน็ จากขอ้ เขยี น
ของผู้อ่ืนหรือจากการบอกเล่าของผู้อื่น ผู้เขียนบทจะน�ำมาขยายหรือดัดแปลงแนวคิดท่ีได้พบเห็นเป็น
บทความ โดยแนวคิดลักษณะน้ีใช้ได้กับการเขียนบทความทุกประเภท ซึ่งการเขียนบทในแนวนี้สามารถ
เทียบไดก้ บั หลกั ธรรมคำ� สอนของพระพุทธศาสนาคือ สุ จิ ปุ ลิ สุ หรือสตุ ตะ แปลว่า การฟงั จิหรอื จินตะ
แปลว่าการคิด ปุหรือปุจฉา แปลว่าการถาม ผู้เขียนฟังมาแล้วน�ำมาคิดไตร่ตรอง หากสงสัยก็มีการถาม
เสาะแสวงหาขอ้ เทจ็ จรงิ ลหิ รอื ลขิ ติ แปลวา่ การเขยี นถา่ ยทอดออกมาเปน็ บทความ ซง่ึ เปน็ หลกั ของการเปน็
นักปราชญ์ผู้เขียนบทความถ้ายึดหลักธรรม สุ จิ ปุ ลิ ในการเขียน นั่นหมายถึงจะได้บทความท่ีดี ผู้ฟัง
ยอ่ มไดร้ บั สิง่ ทม่ี ีประโยชน์ดว้ ย

