Page 70 - วัฒนธรรมกับการท่องเที่ยว
P. 70

13-60 วฒั นธรรมกับการทอ่ งเทีย่ ว
       ประโยชน์ภายในชุมชนด้วยการจัดการอย่างมีส่วนร่วม ก่อนหน้านี้ชาวบ้านตลาดสามชุกเป็น

คนที่มีอาชีพค้าขาย ไม่ได้สนใจเร่ืองการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมในแง่การเป็นแหล่งเรียนรู้ เพียง
แตม่ ีการสงวนรกั ษามรดกทางวัฒนธรรมในลักษณะของการรักษาจารีตประเพณแี บบชาวจีน เมื่อมีการจดั
ตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้น นอกจากพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจ�ำนงจีนารักษ์และพิพิธภัณฑ์ท่ีมีชีวิตของชาวตลาดสามชุก
แลว้ ยงั ไดน้ ำ� ไปสกู่ ารสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมลกั ษณะอนื่ เชน่ ประเพณไี หวพ้ ระจนั ทร์ การพยายาม
รกั ษาสภาพกายภาพทีเ่ ป็นหัวใจของชุมชนสามชกุ ดว้ ย เช่น อาคารบา้ นเรอื นไมใ่ ห้ถูกครอบครองจากทนุ
ภายนอก เพราะถา้ มีการครอบครองอาคารตลาดสามชุกจากทนุ ภายนอก การท่ีจะขอความร่วมมือไมใ่ ห้มี
การเปล่ียนแปลงสภาพอาคารจะท�ำได้ยาก ท�ำให้มีเหตุการณ์ที่คนในคณะแกนน�ำของชุมชนต้องรวมหุ้น
การซ้ือบ้านท่ีเจ้าของในชุมชนต้องการขาย เพื่อป้องกันทุนจากภายนอกจะเข้ามาท�ำลายสภาพกายภาพ
ของชมุ ชน เนอ่ื งจากคณะทำ� งานไมม่ กี ลไกทางกฎหมายหรอื การปกครองใดๆ ทจ่ี ะไปยบั ยงั้ การเปลยี่ นแปลง
ที่จะเกิดขึ้น จึงจ�ำเป็นต้องอาศัยกลไกทางสังคมคือ ความไว้เนื้อเช่ือใจและความเป็นเครือญาติในการแก้
ปญั หาดงั กลา่ ว โดยสงิ่ ทเ่ี หน็ ไดช้ ดั คอื มกี ารจดั ตง้ั และดำ� เนนิ งานพพิ ธิ ภณั ฑท์ อ้ งถนิ่ คอื การเกดิ คณะทำ� งาน
และกลไกทางสังคมทีจ่ ะพยายามสงวนรักษามรดก ทางวฒั นธรรมตา่ งๆ ข้ึนโดยคนภายในชุมชนเอง

3. 	 พิพิธภัณฑ์ชุมชนคนลันตา (Koh Lanta Community Museum) จังหวัดกระบี่

       ท่ีมาและแนวคิดของพิพิธภัณฑ์ แนวคดิ ในการเรมิ่ จดั ทำ�  “พพิ ธิ ภณั ฑช์ มุ ชนคนลนั ตา” ขน้ึ มานนั้
เกดิ จากการมองเหน็ คณุ คา่ ทางสถาปตั ยกรรมของอาคารทว่ี า่ การอำ� เภอเกาะลนั ตาหลงั เกา่ ทส่ี รา้ งขนึ้ ตง้ั แต่
สมัยรัชกาลท่ี 5 มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล (Colonial) จากตะวันตก และมีอายุมากกว่า
100 ปี จงึ ไดเ้ กิดเป็นโครงการอนรุ ักษ์และฟน้ื ฟอู าคารทวี่ า่ การอ�ำเภอเกาะลนั ตา โดยจัดท�ำเปน็ พิพธิ ภัณฑ์
ชมุ ชนคนลนั ตาขนึ้ มาเพอ่ื เปน็ ศนู ยเ์ รยี นรแู้ ละแหลง่ รวบรวมเรอ่ื งราวทกุ อยา่ งทเ่ี กยี่ วกบั ความเปน็ ลนั ตา ทง้ั
วิถีชีวิตดั้งเดิม ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ นิเวศวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้งของ
ชาวเล ชาวจีน และมสุ ลมิ

       เมอ่ื ยอ้ นกลับไป 100 กว่าปีทผ่ี า่ นมา “ลานตา” หรือ “ลนั ตา” ทเ่ี รยี กกนั ในปจั จุบนั ในอดีตเปน็
เกาะที่นิยมในการมาหยุดแวะพักผ่อนหรือพักเพื่อหลบมรสุมของนักเดินเรือ ในยุคที่การค้าส�ำเภารุ่งเรือง
ทั้งจากจีนและอาหรับ-มลายู ท�ำให้ต่อมาก็เริ่มมีผู้คนท้ังชาวจีนและชาวมลายูเข้ามาต้ังหลักแหล่งในเกาะ
มลายแู หง่ นจี้ นกลายเปน็ ชมุ ชน มกี ารเกบ็ ภาษขี องเรอื ทเ่ี ดนิ ทางมาคา้ ขายจากภเู กต็ และระนองทจี่ ะเดนิ ทาง
ผา่ นไปยงั เมืองปีนงั ประเทศมาเลเซยี และประเทศสงิ คโปร์อีกด้วย จนกระทง่ั พ.ศ. 2544 หนว่ ยงานภาค
รฐั ไดเ้ หน็ ความส�ำคัญของเกาะลันตาจงึ ยกฐานะใหเ้ ป็นอ�ำเภอเกาะลันตา

       อ�ำเภอเกาะลันตาประกอบไปด้วยกลุ่มชนหลากหลายที่ได้เข้ามาอาศัยท�ำมาหากิน จึงท�ำให้เกิด
ความหลากหลายทางดา้ นเชื้อชาติ วัฒนธรรม ประเพณี และภาษา แต่กส็ ามารถอยรู่ ่วมกนั ไดอ้ ยา่ งถ้อยที
ถอ้ ยอาศยั ยงั คงวถิ ชี วี ติ ทย่ี งั พงึ่ พงิ ธรรมชาตแิ ละทะเลในการดำ� รงชพี ทงั้ ยงั ยดึ มน่ั ในหลกั ศาสนา วฒั นธรรม
ประเพณดี งั้ เดมิ การมวี ถิ ชี วี ติ ทเี่ รยี บงา่ ยและมคี วามสมั พนั ธอ์ นั ดตี อ่ กนั จนสามารถอาศยั อยรู่ ว่ มกนั ไดอ้ ยา่ ง
กลมเกลยี วกันจนถงึ ปัจจบุ นั
   65   66   67   68   69   70   71   72   73   74   75