Page 19 - ลัทธิการเมืองและยุทธศาสตร์ในการพัฒนา
P. 19

แอฟรกิ าใตก้ บั ยทุ ธศาสตร์การพฒั นา 13-9
ท�ำกิน ชาวผวิ ด�ำถกู ขับไล่ออกไปจากท่ดี นิ ของตนเอง ท�ำใหเ้ กิดความขัดแย้งและการปะทะกัน ชาวผิวดำ�
ถูกสังหารจ�ำนวนมากด้วยอาวุธที่ทันสมัยกว่าของชาวผิวชาว ท�ำให้ต้องหลบลงต่อสู้ใต้ดิน กลุ่มต่อต้านท่ี
มีช่อื เสียงคือ กรคี วา (Griekwa) ซง่ึ มผี เู้ ข้ารว่ มมากมาย ท้ังชาวพื้นเมืองผวิ ดำ�  ชาวผิวสี และชาวผวิ ขาว
ทไี่ มพ่ อใจการขดู รดี เอารดั เอาเปรยี บของบรษิ ทั สหอนิ เดยี ตะวนั ออกของเนเธอรแ์ ลนด์ พวกกรคี วาสามารถ
จดั ตงั้ เขตปกครองอสิ ระได้ 2 เขตเรยี กว่า Griekwastaten (รัฐกรคี วา) แต่กม็ ชี าวพ้ืนเมอื งผวิ ดำ� จ�ำนวน
หนงึ่ ทต่ี อ้ งยอมรบั จา้ งทำ� งานใหแ้ กช่ าวผวิ ขาวดว้ ยผลตอบแทนทดี่ กี วา่ ทาสเพยี งนดิ เดยี วเพอื่ ความอยรู่ อด
ตอ่ มาบรษิ ทั สหอนิ เดยี ตะวนั ออกของเนเธอรแ์ ลนดซ์ ง่ึ เปน็ ตวั แทนอำ� นาจรฐั ของเนเธอรแ์ ลนดไ์ ดส้ ง่ กองทพั
ไปปราบปรามพวกกรคี วา เกดิ สงครามระหว่างกัน 3 ครงั้ ในทส่ี ุดฝ่ายอ�ำนาจรัฐก็สามารถผนวกดนิ แดน
ของพวกกรีควาไดใ้ น ค.ศ. 16776

       ในช่วงเดียวกันนี้ชาวนาเนเธอร์แลนด์และชาวยุโรปจ�ำนวนมากได้อพยพบุกเบิกขึ้นไปทางเหนือ
และทางตะวนั ออกเพ่อื หาแหลง่ เพาะปลกู ทำ� กินให้มากข้ึน สามารถครอบครองดนิ แดนได้อยา่ งกวา้ งขวาง
พวกนเ้ี รยี กกนั วา่ “เทรกบวั ร”์ (Trekboer) แปลวา่ “ชาวนาผบู้ กุ เบกิ ” ซงึ่ ตอ่ มามกั เรยี กยอ่ ๆ วา่ พวกบวั ร์
(Boer) หรือ “ชาวนา” เฉยๆ   พวกบัวร์ได้สร้างวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง ท่ีส�ำคัญคือศาสนาคริสต์
นกิ ายปฏริ ปู ของเนเธอรแ์ ลนด์ (Nederlandse Hervormde Kerk) และการใชภ้ าษาอฟั รกิ านส์ (Afrikaans)
ซง่ึ เปน็ ภาษาทดี่ ดั แปลงมาจากภาษาเนเธอรแ์ ลนดด์ งั้ เดมิ แตพ่ ฒั นาใหง้ า่ ยขนึ้ สำ� หรบั ชาวบา้ นทว่ั ไปทงั้ หลกั
ไวยากรณ์และการสะกดคำ�  การบกุ เบกิ ของพวกบวั รท์ ำ� ใหเ้ กดิ ขอ้ ขดั แยง้ กบั ชาวพนื้ เมอื งเผา่ โคซา (Xhosa)
เรอ่ื งการแยง่ ทที่ ำ� กนิ และแหลง่ นาํ้ จนเกดิ สงครามถงึ 9 ครง้ั โดยเรมิ่ ตง้ั แต่ ค.ศ. 1779 และตอ่ เนอ่ื งไปจนถงึ
สมัยที่อังกฤษเขา้ มายึดครองแอฟรกิ าใต้เปน็ อาณานคิ ม

การเข้ายึดครองแอฟริกาใต้ของอังกฤษ

       อังกฤษเรมิ่ สง่ กองทหารเข้าสแู่ อฟรกิ าใต้และไดย้ ึดครองเมอื งเคปทาวนใ์ น ค.ศ. 1795 โดยอา้ งวา่
เพ่ือป้องกันไม่ให้ฝร่ังเศสซึ่งเป็นมหาอ�ำนาจคู่แข่งได้เข้ามาครอบครอง แต่ต่อมาก็ได้ละทิ้งเมืองเคปทาวน์
ไปเพราะมงุ่ สอู่ นิ เดยี และตะวนั ออกไกล ใน ค.ศ. 1806 องั กฤษกก็ ลบั มายดึ ครองดนิ แดนแอฟรกิ าใตบ้ รเิ วณ
เมอื งเคปทาวนอ์ กี และหลงั จากสงครามนโปเลยี นสนิ้ สดุ ลงใน ค.ศ. 1815 ทป่ี ระชมุ แหง่ กรงุ เวยี นนากใ็ หก้ าร
รบั รองอ�ำนาจอธิปไตยขององั กฤษเหนอื ดนิ แดนแอฟริกาใต้ อังกฤษไดอ้ พยพชาวองั กฤษ 20,000 คนมา
ต้ังหลกั แหล่ง พรอ้ มกับทาส 20,000 คน และชาวพนื้ เมอื งผิวดำ� อกี ราว 15,000 คน โดยกำ� หนดให้ชาวผวิ
ดำ� อยนู่ อกเมอื งและชาวผวิ ขาวอยู่ในเมือง7

       อังกฤษตอ้ งเผชิญกับปัญหา 2 เรอื่ ง นั่นคือ ความขดั แย้งระหว่างพวกบวั ร์กับชนเผ่าโคซา และ
การตอ่ ตา้ นการยดึ ครองแอฟรกิ าใตข้ ององั กฤษโดยพวกบวั ร์ องั กฤษพยายามแกไ้ ขปญั หาสงครามระหวา่ ง
พวกบวั รก์ บั ชนเผา่ โคซาโดยเขา้ ชว่ ยเหลอื พวกบวั รใ์ นฐานะทเ่ี ปน็ ชาวผวิ ขาวดว้ ยกนั แตพ่ วกบวั รก์ ลบั เหน็

         6 “Khoikhoi–Dutch Wars”, Wikipedia, the free encyclopedia. http://en.wikipedia.org/wiki/
Khoikhoi%E2%80%93 Dutch_Wars (15/11/2013)

         7 “History of South Africa”, Wikipedia, the free encyclopedia. http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_
South_ Africa (15/11/2013)
   14   15   16   17   18   19   20   21   22   23   24