Page 48 - ลัทธิการเมืองและยุทธศาสตร์ในการพัฒนา
P. 48
13-38 ลทั ธกิ ารเมืองและยุทธศาสตร์ในการพัฒนา
(Active Citizen Force: ACF) ซง่ึ ถกู เกณฑช์ วั่ คราวหรอื อาสาสมคั ร พระราชบญั ญตั กิ ารปอ้ งกนั ประเทศ
ค.ศ. 1912 (Defence Act, 1912) กำ� หนดให้ชายชาวผิวขาวทกุ คนทอี่ ายุระหวา่ ง 17-60 ปีต้องรบั ราชการ
ทหารหรืออาสาสมัครเข้าเป็นกองก�ำลังพลเรือนปฏิบัติการ กองก�ำลังถาวรของแอฟริกาใต้ในช่วงแรก
ประกอบดว้ ยทหารมา้ 5 กรมและทหารปนื ใหญ่ 1 หมวด เมอ่ื มกี ารนดั หยดุ งานหรอื การจลาจลของชาวพน้ื เมอื ง
ผวิ ดำ� เพื่อตอ่ ต้านการแบง่ แยกสีผิว รัฐบาลมักใชก้ องกำ� ลังพลเรือนเขา้ ปราบปราม52
ในชว่ งสงครามโลกครัง้ ที่ 1 นายพลหลยุ ส์ โบทา (Louis Botha) นายกรฐั มนตรขี องแอฟริกาใต้
ไดต้ ดั สนิ ใจเขา้ ขา้ งฝา่ ยพนั ธมติ ร ซง่ึ สรา้ งความไมพ่ อใจใหแ้ กช่ าวผวิ ขาวอฟั รกิ าเนอรท์ ย่ี งั จดจำ� การตอ่ สกู้ บั
ทหารอังกฤษในสงครามบัวร์ท่ีเพิ่งยุติไปไม่นานมานี้ได้ และชาวอัฟริกาเนอร์ส่วนใหญ่ก็มีใจฝักใฝ่ฝ่าย
เยอรมนั จงึ เกดิ การตอ่ ตา้ นดว้ ยกำ� ลงั ในทส่ี ดุ รฐั บาลกป็ ราบปรามลงได้ ในชว่ งสงครามโลกครงั้ ที่ 1 กองทพั
แอฟรกิ าใตม้ กี ำ� ลงั พลทเ่ี ปน็ ชาวผวิ ขาว 146,000 คน ชาวผวิ ดำ� 83,000 คน และชาวผวิ สอี น่ื ๆ 25,000 คน
ได้มีการส่งกองทหารราว 3,000 คนเข้าร่วมรบในสมรภูมิยุโรป ส่วนในทวีปแอฟริกานั้น แอฟริกาใต้ได้
สง่ กองกำ� ลงั ราว 67,000 คนเขา้ โจมตแี อฟรกิ าตะวนั ตกเฉยี งใต้ (นามเี บยี ) ซง่ึ เปน็ อาณานคิ มของเยอรมนั
ตอ่ มาใน ค.ศ. 1915 กองทัพเยอรมนั ไดย้ อมจำ� นน แอฟริกาใตจ้ ึงเขา้ ครอบครองแอฟรกิ าตะวนั ตกเฉยี งใต้
และเม่ือสงครามโลกครั้งท่ี 1 สิ้นสุดลง สันนิบาตชาติก็ได้มอบแอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมันให้
แอฟริกาใต้ปกครองดูแลภายใตร้ ะบบอาณตั ติ ้งั แต่ ค.ศ. 1919
ช่วงระหวา่ งสงครามโลกครง้ั ที่ 1 และครง้ั ที่ 2 นั้น กองกำ� ลังปอ้ งกันสหภาพต้องปราบปรามกบฏ
หลายครั้ง ใน ค.ศ. 1922 ต้องท�ำสงครามกันแอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ที่ก่อกบฏไม่ยอมอยู่ภายใต้การ
ปกครองของแอฟรกิ าใต้ ใน ค.ศ. 1925 ตอ้ งส้รู บกบั กล่มุ ชนผิวด�ำคอยคอย (Khoikhoi) ท่ตี ้องการเป็น
เอกราชจากการปกครองของชาวผิวขาว และใน ค.ศ. 1932 ตอ้ งปราบปรามชนเผา่ โอวัมโบ (Ovambo)
บริเวณชายแดนอังโกลาทไ่ี ม่ตอ้ งการอยภู่ ายใต้การปกครองของแอฟรกิ าใต้
ในช่วงสงครามโลกครงั้ ท่ี 2 แอฟริกาใต้ได้เขา้ ร่วมกับฝ่ายสมั พนั ธมติ รภายใตร้ ่มเงาของจกั รวรรดิ
อังกฤษ และทหารราบของแอฟรกิ าใต้หลายกองพลได้เขา้ สสู่ มรภมู แิ อฟรกิ าเหนอื และอติ าลี
ภายหลังสงครามโลกคร้ังที่ 2 กองทัพแอฟริกาใต้กลายเป็นส่วนหน่ึงของกองทัพเครือจักรภพ
อังกฤษ การที่อังกฤษมีอิทธิพลครอบง�ำแอฟริกาใต้มากข้ึนเร่ือยๆ ได้สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่
ชาวอฟั รกิ าเนอรซ์ ง่ึ เปน็ ชาวผวิ ขาวสว่ นใหญข่ องประเทศ รฐั บาลแอฟรกิ าใตจ้ งึ ตอ้ งปรบั เปลยี่ นกองทพั จาก
กองทพั ของอังกฤษให้เปน็ กองทพั ของชาวผวิ ขาวแอฟริกาใต้ ภายใตน้ โยบาย “การทำ� เคร่ืองมือของรฐั ให้
เปน็ อฟั รกิ าเนอร”์ (Afrikanisering van die staatsapparaat) และใน ค.ศ. 1961 กองกำ� ลงั ปอ้ งกนั สหภาพ
ได้เปลีย่ นชอ่ื เป็น “กองกำ� ลังปอ้ งกนั แอฟรกิ าใต”้ (South Africa Defence Forces: SADF)
ในช่วงสงครามเย็นนโยบายการแบ่งแยกสีผิวและนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ท�ำให้แอฟริกาใต้มี
ข้อขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านท่ีต่อต้านจักรวรรดินิยมของเจ้าอาณานิคมชาวผิวขาวและที่ฝักใฝ่ฝ่าย
คอมมวิ นสิ ต์ ทำ� ให้เกดิ การสรู้ บบรเิ วณชายแดนกนั บ่อยครัง้ ต้ังแต่ ค.ศ. 1966 ทหารแอฟรกิ าใต้มีประสบ-
การณใ์ นการทำ� สงครามกองโจรในลกั ษณะกองกำ� ลงั ปฏบิ ตั กิ ารพเิ ศษหรอื คอมมานโดอยา่ งมาก โดยใหก้ าร
52 “South African Army”, Wikipedia, the free encyclopedia. http://en.wikipedia.org/wiki/South_
African_Army (18/11/2013)

