Page 46 - ลัทธิการเมืองและยุทธศาสตร์ในการพัฒนา
P. 46
13-36 ลัทธิการเมอื งและยทุ ธศาสตร์ในการพัฒนา
ในสว่ นของสถาบนั การเมอื งการปกครองนนั้ รฐั ธรรมนญู แหง่ สหภาพแอฟรกิ าใต้ ค.ศ. 1961 หมวด
ที่ 4 ว่าด้วยรัฐสภา ก�ำหนดให้มี 2 สภา คือ สภาประชาชนหรือสภาล่าง (Volksraad/House of
Assembly) ซ่ึงเปน็ ผู้แทนของพลเมืองชาวผิวขาวในดินแดนแอฟรกิ าใตท้ ้ังหมด และวุฒิสภาหรอื สภาสงู
(Senaat/Senate) ซ่ึงเป็นผู้แทนของเขตจังหวัดของชาวผิวขาวท้ัง 4 จังหวัดในสหภาพแอฟริกาใต้ และ
มาตรา 8 (1) ของรัฐธรรมนูญได้ก�ำหนดให้ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยที่ประชุมร่วมของสภา
ประชาชนและวฒุ สิ ภา49 ประธานาธบิ ดคี นแรกของแอฟรกิ าใตภ้ ายหลงั แยกตวั ออกจากเครอื จกั รภพองั กฤษ
คอื ชารล์ ส์ รอบเบริ ต์ ส์ สวารต์ (Charles Robberts Swart) ทมี่ าจากจงั หวดั ออเรนจห์ รอื รฐั อสิ ระโอรองย์
เดิมของชาวอฟั รกิ าเนอร์
ตอ่ มาใน ค.ศ. 1984 มกี ารปรบั เปล่ยี นโครงสรา้ งของสภาลา่ ง โดยแบ่งออกเป็น 3 สภา สภาแรก
คือสภาประชาชนของชาวผิวขาว สภาท่ีสองคือสภาผู้แทนราษฎร (Raad van Verteenwoordigers/
House of Representatives) ของชาวผวิ สี และสภาทส่ี ามคอื สภาผแู้ ทน (Raad van Afgevaardigdes/
House of Delegates) ของชาวอินเดีย แต่ละสภาจะรับผิดชอบต่อชุมชนเชื้อชาติของตนในกิจการด้าน
การศกึ ษา สาธารณสุข และสงั คม แต่กิจการสำ� คญั ตอ่ ความม่นั คงของประเทศ ได้แก่ การปอ้ งกันประเทศ
อุตสาหกรรม การเก็บภาษี และกิจการเกี่ยวกับชาวผิวด�ำ เป็นหน้าท่ีของคณะรัฐมนตรีเท่านั้นซ่ึงเกือบ
ท้ังหมดเป็นชาวผิวขาว เพื่อให้ชาวผิวขาวสามารถควบคุมอ�ำนาจการเมืองการปกครองได้ตลอดไป ส่วน
ชาวผิวด�ำไม่มีผแู้ ทน สทิ ธิ และอ�ำนาจหนา้ ท่ใี ดๆ ในสถาบันการเมืองการปกครองระดบั ประเทศเลย50
นบั ตงั้ แตท่ ศวรรษ 1980 เปน็ ตน้ มา การพฒั นาเศรษฐกจิ ของแอฟรกิ าใตต้ อ้ งการแรงงานชาวผวิ ดำ�
เพื่อทำ� งานในภาคต่างๆ อย่างมาก ใน ค.ศ. 1985 ประธานาธิบดปี เี ตอร์ วลิ เลม โบธา (Pieter Willem
Botha) แห่งแอฟริกาใต้จึงได้ประกาศให้สิทธิชาวผิวด�ำในดินแดนบันตุสถานที่จะสามารถถือสัญชาติ
แอฟรกิ าใต้ได้ด้วย ต่อมาใน ค.ศ. 1990 ประธานาธบิ ดเี ฟรเดรกิ วิลเลม เดอ แครก์ (Frederik Willem
de Klerk) ไดย้ กเลกิ การใหเ้ อกราชแกป่ ระเทศทง้ั หลายในบนั ตสุ ถาน และโอนพลเมอื งของประเทศเหลา่ น้ี
กลับเป็นประชาชนของแอฟริกาใต้ดังเดิม พร้อมท้ังเริ่มให้สิทธิการเลือกต้ังแก่ชาวผิวด�ำ51 ในท่ีสุดเมื่อ
แอฟรกิ าใตย้ กเลกิ ระบอบแบง่ แยกผวิ ใน ค.ศ. 1994 ดนิ แดนบนั ตสุ ถานทงั้ หมดกถ็ กู ยกเลกิ และรวมเขา้ เปน็
ส่วนหน่ึงของดนิ แดนแอฟรกิ าใตด้ งั เดมิ แตก่ ม็ ปี ัญหาการต่อตา้ นจากผู้น�ำชมุ ชนชาวพื้นเมอื งผิวดำ� ในบาง
แหง่ ทจี่ ะสญู เสยี อภสิ ทิ ธ์ิ อำ� นาจทางการเมอื ง และผลประโยชนท์ างเศรษฐกจิ เชน่ ในเขตโบปฮตุ ฮตั สวานา
ของชนเผ่าสวานา เขตซิสไกของชนเผ่าโคซา และเขตควาซูลูของชนเผ่าซูลู ซ่ึงรัฐบาลกลางต้องส่งก�ำลัง
เข้ายุติปัญหาดังกล่าว หลังจากน้ันก็ได้มีการจัดเขตการปกครองใหม่โดยแบ่งออกเป็นจังหวัดตามถิ่นฐาน
ของเชื้อชาติต่างๆ โดยยึดถือสภาพความเป็นมาในอดีตที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของชนชาติและชน
เผ่าต่างๆ ทแี่ ตกตา่ งกนั
49 Amos J. Peaslee. (1965). “Constitution of South Africa”, Constitutions of Nations, Volume I–Africa,
(3rd ed.) Edition. The Hague: Martinus Nijhoff, p. 810.
50 “Tricameral Parliament”, Wikipedia, the free encyclopedia. http://en.wikipedia.org/wiki/Tricameral_
Parliament (17/11/2013)
51 Bertil Egerö. (1991). South Africa’s Bantustans: From Dumping Grounds to Battlefronts. Nordiska
Afrikainstitutet Motala: Motala Grafiska, p. 6.

