Page 43 - ลัทธิการเมืองและยุทธศาสตร์ในการพัฒนา
P. 43

แอฟริกาใต้กบั ยุทธศาสตรก์ ารพัฒนา 13-33
สมาชิกของขบวนการเหล่าน้ีมีคนส�ำคัญๆ ของประเทศเข้าร่วมหลายคน   เช่น โยฮันเนส ฟอร์สเตอร์
(Johannes Vorster) นายกรฐั มนตรี และเฮนดรกิ ฟอน เดน แบรก์ (Hendrik van den Bergh) หวั หนา้
ตำ� รวจลับ เป็นต้น ในชว่ งนจ้ี ึงมีกฎหมายแบ่งแยกผวิ เกดิ ข้นึ มากมาย รวมทง้ั การส่ังยุบพรรคคอมมวิ นสิ ต์
แอฟรกิ าใต้และพรรคสภาแหง่ ชาติแอฟรกิ าของประชากรสผี วิ ตา่ งๆ ท่ีต่อต้านการแบง่ แยกสีผิว43

กิจกรรม 13.2.1
       ระบอบแบง่ แยกสผี วิ (Apartheid Régime) ในแอฟริกาใตค้ ืออะไร

แนวตอบกิจกรรม 13.2.1
       ระบอบแบง่ แยกสผี วิ คอื ระบอบการเมอื งการปกครองทส่ี รา้ งขนึ้ โดยรฐั บญั ญตั แิ บง่ แยกสผี วิ (apartheid

wette) ค.ศ. 1948 เพือ่ กำ� หนดการแบ่งพลเมืองแอฟริกาใตอ้ อกเป็น 4 กลุ่มเชอ้ื ชาติ ได้แก่ ชาวผิวขาว
ชาวผิวสี (และลูกผสม) ชาวอินเดีย และชาวผิวด�ำ  มีการเลือกปฏิบัติทางเช้ือชาติ โดยให้สิทธิ เสรีภาพ
และผลประโยชนภ์ ายในรฐั แกค่ นสีผวิ ตา่ งๆ อย่างไม่เท่าเทยี มกนั สภาพการณด์ งั กลา่ วเป็นวัฒนธรรมและ
แนวปฏบิ ตั ิทางการเมืองการปกครองทกี่ ฎหมายรบั รอง ซึ่งเป็นลกั ษณะเฉพาะของแอฟริกาใต้

เรื่องที่ 13.2.2
การผูกขาดอ�ำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจในแอฟริกาใต้โดย
ชาวผิวขาว

       รฐั บาลแอฟรกิ าใตข้ องชาวผวิ ขาวไมไ่ ดม้ นี โยบายเฉพาะเพยี งการแบง่ แยกเชอื้ ชาตแิ ละสผี วิ เทา่ นน้ั
แตย่ งั ดำ� เนนิ การแบง่ แยกดนิ แดนทอ่ี ยอู่ าศยั ระหวา่ งชาวผวิ ขาวและชาวผวิ ดำ� ออกจากกนั อยา่ งเดด็ ขาดอกี
ด้วย ใน ค.ศ. 1958 ได้มกี ารออกกฎหมายการปกครองตนเองของชาวผิวดำ�  (Black Self-Government
Act, 1958) โดยนายกรฐั มนตรเี ฮนดรกิ แฟรว์ รู ด์ (Hendrik Verwoerd) ไดจ้ ดั ตง้ั เขตทอี่ ยอู่ าศยั ทเ่ี รยี กวา่
“บันตุสถาน” (Bantustan: ประเทศของชาวบันตุหรือประเทศของชาวพ้ืนเมืองผิวด�ำ) 10 แห่งส�ำหรับ
ชาวแอฟริกาผิวด�ำ  9 ชนเผ่าท่ีมีอยู่ในแอฟริกาใต้ โดยการอพยพชาวผิวด�ำเหล่าน้ีจากถิ่นฐานเดิมไปอยู่
รวมกนั ในเขตพื้นท่ีท่กี ำ� หนดให้ (เหมอื นกบั เขตสงวนของชาวอินเดียแดงในสหรัฐอเมรกิ า) เป็นการบังคับ
ใหย้ า้ ยถน่ิ ฐาน ไมใ่ ชเ่ ปน็ การอพยพโดยสมคั รใจ แตช่ าวผวิ ดำ� ในบนั ตสุ ถานจะไดร้ บั สทิ ธใิ นปกครองกนั เอง

         43 Ivor Wilkins & Hans Strydom. Broederbond: The super-Afrikaners. London: Corgi, 1980, pp. 1–2.
   38   39   40   41   42   43   44   45   46   47   48