Page 34 - การผลิตภาพยนตร์เบื้องต้น
P. 34
8-24 การผลิตภาพยนตรเ์ บือ้ งต้น
ปจั จบุ นั หลอดไส้แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คอื หลอดไสท้ งั สเตน และหลอดไสท้ ังสเตนฮาโลเจน
1.1 ประเภทหลอดไส้ทังสเตน (Tungsten Filament) ไส้หลอดมีลักษณะเหมือนขดลวด
สปรงิ ภายในหลอดบรรจดุ ว้ ยกา๊ ซเฉอื่ ยประเภทอารก์ อนและไนโตรเจน เมอื่ ผา่ นกระแสไฟฟา้ เขา้ ไป หลอด
ไส้ทังสเตนจะให้แสงสว่างพร้อมกับความร้อน ตัวของไส้หลอดจะเกิดการสลายไปอย่างต่อเนื่องในรูปของ
ไอระเหย กา๊ ซไนโตรเจนจะชว่ ยชะลอการระเหยของไสห้ ลอด ตวั อยา่ งของหลอดไสท้ งั สเตน คอื หลอดไฟ
ดวงกลมมไี สห้ ลอดทใ่ี ชใ้ นครวั เรอื นทวั่ ไป หลอดทงั สเตนจะมกี ำ� ลงั สอ่ งสวา่ งไมม่ ากนกั เมอื่ เทยี บกบั พลงั งาน
หรอื กระแสไฟที่ใชไ้ ป การวดั คา่ ความส่องสว่างนิยมวดั เปน็ หนว่ ยลเู มนตอ่ วัตต์ หลอดไส้ทงั สเตนให้ความ
สว่างเพยี ง 14-18 ลเู มนต่อวัตต์ และมีอุณหภูมิอย่ทู ี่ 2,700 องศาเคลวิน อุณหภมู ิสขี องหลอดไส้จะลดลง
ไปเรือ่ ยๆ ตามอายุการใช้งาน
1.2 ประเภทหลอดไส้ทังสเตนฮาโลเจน (Tungsten Halogen) คือหลอดไฟที่ไส้หลอด
ทำ� ดว้ ยทังสเตนหรือแร่ควอทซ์ (Quartz) ซึ่งโทมสั เอดสิ นั (Thomas Edison) นักประดิษฐช์ าวอเมริกนั
ได้เสนอแนะให้เติมก๊าซในหมู่ธาตุฮาโลเจนลงไปในหลอดต้ังแต่ปี ค.ศ. 1880 ชื่อก๊าซที่ใช้เติมในไส้หลอด
เชน่ กา๊ ซไอโอดนี (iodine) โบรมีน (bromine) คลอรนี (chlorine) ฟลอู อรนี (fluorine) เพอื่ ช่วยให้มี
กำ� ลงั สอ่ งสว่างมากขนึ้ และมอี ุณหภูมิสี 3,200 องศาเคลวนิ แต่ในยุคน้ันยังไม่สามารถหาหลอดแกว้ ทที่ น
ความรอ้ นสงู ได้ จนถงึ ปี 1950 บรษิ ทั จอี ไี ดป้ ระดษิ ฐแ์ กว้ ทท่ี ำ� มาจากแรค่ วอทซซ์ งึ่ มคี วามสามารถในการทน
ความร้อน จึงได้น�ำไปสู่การพัฒนาหลอดไฟทังสเตนฮาโลเจน และหลอดไฟชนิดนี้ก็ได้เข้ามามีบทบาทใน
การถ่ายท�ำภาพยนตร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลอดประเภทน้ีใช้ไส้หลอดทังสเตน ดังน้ันเม่ือเกิดแสงสว่าง
ไสห้ ลอดจะสลายตวั กลายเปน็ ไอ แตไ่ อระเหยของไสห้ ลอดนจี้ ะถกู จบั ไวด้ ว้ ยกา๊ ซในกลมุ่ ฮาโลเจนแลว้ คนื ตวั
กลบั สไู่ สห้ ลอดอกี ครง้ั จากนนั้ มกี ารเผาไหมไ้ สห้ ลอดจนระเหยเปน็ ไอและคนื ตวั วนเวยี นเชน่ นต้ี ลอดไป เรยี กวา่
วัฏจักรฮาโลเจน (halogen cycle) วัฏจักรระหวา่ งฮาโลเจนกับไอระเหยของทงั สเตนในหลอดไฟดังกล่าว
ทำ� ใหห้ ลอดไม่ดำ� และมีอณุ หภูมสิ ีคงที่ 3,200 องศาเคลวนิ ตลอดอายกุ ารใชง้ าน และมกี ำ� ลงั ส่องสว่างอยทู่ ่ี
20 ลเู มนตอ่ วตั ต์ อณุ หภมู ทิ เี่ กดิ จากการเผาไสห้ ลอดในหลอดไฟชนดิ นสี้ งู กวา่ ปกติ ดงั นน้ั จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งหา
วสั ดทุ ที่ นความรอ้ นไดส้ งู มาทำ� แกว้ ครอบหลอดซงึ่ กค็ อื แรค่ วอทซ์ หลอดชนดิ นจี้ งึ ถกู เรยี กวา่ หลอดควอทซ์
(iodine quartz) หลอดควอทซ์จะเป็นหลอดที่มีขนาดเล็กน�้ำหนักเบา แต่ให้ก�ำลังส่องสว่างสูง มีอายุ
การใชง้ านถงึ 4,000 ชวั่ โมง ขอ้ พงึ ระวงั ในการนำ� หลอดควอทซม์ าใชง้ านคอื อยา่ เคลอื่ นยา้ ยหรอื เขยา่ หลอด
ในขณะที่ไฟกำ� ลงั เปดิ สวา่ ง ท่สี �ำคญั คอื อย่าสัมผัสหลอดแมใ้ นขณะท่ไี ฟยงั ไมไ่ ดเ้ ปิด เพราะนำ�้ มันท่อี ยูบ่ น
ผวิ ของเราจะทง้ิ คราบอยบู่ นแก้ว เกดิ เปน็ จดุ สวา่ งจา้ (hot spot) ผดิ ปกติ ซ่ึงจะท�ำใหห้ ลอดแตกได้ในภาย
หลัง จึงควรถือหรือจับหลอดด้วยผ้าหรือถุงมือเสมอ ไฟอินแคนเดสเซนท่ีใช้ถ่ายท�ำภาพยนตร์ แบ่งออก
เป็นกลุ่มต่างๆ ตามชื่อของเลนส์ หรือตัวโคม เช่น ไฟโอเพ่นเฟซ ไฟบรอดไลท์ ไฟเฟรสเนล เป็นต้น
ไฟท่ีได้รับความนิยมสูงสุดนับตั้งแต่ยุคท่ีมีการน�ำฟิล์มแพนโครมาติกมาใช้ในการถ่ายท�ำคือ ไฟทังสเตน
เฟรสเนล ซง่ึ ปจั จุบนั มีกำ� ลงั ส่องสว่างเริม่ ตัง้ แต่ 100 วตั ต์ไปจนถึง 20,000 วตั ต์
2. ดีซีคาร์บอนอาร์ก (DC Carbon Arc) หรือไฟอาร์ก มีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนไปถึงปี
ค.ศ. 1801 ไฟอาร์กเป็นไฟท่ีสว่างที่สุด และมีระยะการส่องสว่างไกลท่ีสุด ใช้เป็นไฟตามงานมหรสพหรือ
ไฟส่องทางตามสี่แยกบนถนน ต่อมาโรงละครได้น�ำไฟอาร์กไปใช้เป็นไฟสปอตไลท์ ต่อมามีการดัดแปลง

