Page 36 - การผลิตภาพยนตร์เบื้องต้น
P. 36

8-26 การผลติ ภาพยนตรเ์ บ้ืองตน้
1 รอบของความถี่จะมีช่วงท่ีมืดและสว่าง ดังน้ันจึงเกิดการกะพริบของไฟ (flicker) ตัวอย่างของหลอด
ชนดิ น้ี ไดแ้ ก่ หลอดเดยไ์ ลทเ์ อชเอ็มไอ หลอดฟลอู อเรสเซนซ์ และหลอดไฟอตุ สาหกรรม

            3.1 	หลอดเดยไ์ ลทเ์ อชเอม็ ไอ (Halogen Medium Iodide-HMI) หรอื หลอด Hydragyrum
Medium Arc-length lodide ซึง่ ค�ำวา่ “Hydragyrum” หรือ Hg นีค้ อื ช่อื ทางเคมีของไอปรอท หลอด
ชนดิ นี้ใหแ้ สงสว่างอันเกิดจากการอารก์ ของขวั้ บวกและขัว้ ลบจากไสท้ เ่ี ปน็ ทงั สเตน เมื่อเกิดประจไุ ฟฟ้าจะ
มีอิเล็กตรอนอิสระวิ่งไปกระทบกับไอปรอทเกิดเป็นรังสียูวี แต่ได้มีการเติมธาตุบางชนิด เช่น Metal
Halide ลงไป ทำ� ใหม้ พี ลงั งานออกมาครบทกุ ความยาวคลน่ื หลอดชนดิ นใ้ี หก้ ำ� ลงั สอ่ งสวา่ งมากกวา่ หลอด
อนิ แคนเดสเซนท์ ถงึ 4 เทา่ เพราะไมต่ อ้ งเสยี พลงั งานไปกบั ความรอ้ น หลอดมคี า่ CRI หรอื คา่ ความถกู ตอ้ ง
ตามมาตรฐานการวัดค่าสีของแสงเหมาะกับการถ่ายภาพ คือมีค่าสูงกว่า 90 อุณหภูมิสีเทียบเคียงของ
หลอดเอชเอม็ ไออยทู่ ี่ 5,600 องศาเคลวนิ ซง่ึ เหมาะกับการถ่ายภาพยนตร์ด้วยฟิล์มเดยไ์ ลท์ และเหมาะที่
จะใช้เป็นไฟเสริมในการถ่ายกลางแจ้ง แต่อย่างไรก็ดีอุณหภูมิสีจะไม่เท่ากันในแต่ละหลอด หลอดที่มีอายุ
การใช้งานมากอณุ หภมู จิ ะลดลง ดังน้ันหากต้องจัดแสงโดยใช้ไฟชนิดนท้ี งั้ หมด จ�ำเปน็ อยา่ งย่งิ ท่ีจะตอ้ งใช้
เครอื่ งวดั อณุ หภมู สิ ี (color temperature meter) เพอื่ จะไดป้ รบั ความสมดลุ สขี องไฟทกุ ดวงใหเ้ ทา่ กนั กอ่ น
ไฟเอชเอ็มไอท�ำงานด้วยกระแสไฟฟ้าสลับจึงมีการกะพริบ ดังนั้นในการถ่ายภาพยนตร์ด้วยฟิล์มจึงต้อง
ปรบั ความเรว็ ของฟลิ ม์ ตอ่ 1 วนิ าที หรอื ปรบั องศาของใบชตั เตอรเ์ พอื่ ใหเ้ กดิ การซงิ ก์ (sync) กบั การกะพรบิ
ของแสงไฟ แต่ปัจจุบันไดน้ �ำบัลลาสต์แบบไมก่ ะพริบ (Square Wave Ballast) มาใช้แลว้

            ไฟเอชเอ็มไอมี 2 ชนิด คือ เอชเอ็มไอเฟรสเนล (HMI Fresenel) และเอชเอ็มไอพาร์
(HMI PAR) ชนดิ เลนสพ์ าร์ สามารถเปลยี่ นเลนสเ์ พอ่ื ปรบั วงแสงใหก้ วา้ งหรอื แคบไดต้ ามตอ้ งการ ปจั จบุ นั
ไฟเอชเอม็ ไอเฟรสเนลและเอชเอม็ ไอพารม์ กี ำ� ลงั สอ่ งสวา่ งสงู สดุ อยทู่ ี่ 18,000 วตั ต์ หรอื ทเี่ รยี กวา่ ไฟ 18 K
ข้อดีของไฟเอชเอ็มไอ คือ ก�ำลังส่องสว่างสูงมากเม่ือเทียบกับไฟทังสเตน หลอดเอชเอ็มไอ 2,500 วัตต์
ใหแ้ สงสว่างถึง 240,000 ลเู มน เมอื่ เทียบกับหลอดควอทส์ 2,000 วัตต์ ซึ่งใหก้ ำ� ลังส่องสวา่ งเพยี ง 51,000
ลูเมน

            3.2 	หลอดฟลูออเรสเซนซ์ (Fluorescent lamps) ลักษณะเป็นท่อยาวและมีขั้วหลอดอยู่
ปลายท้ังสองข้าง ภายในบรรจุก๊าซเฉ่ือยและไอปรอทฉาบหลอดด้วยสารเรืองแสง (phosphor) เมื่อขั้ว
หลอดได้รับกระแสไฟจะปล่อยอิเล็กตรอนอิสระออกมากระทบกับอะตอมของไอปรอทที่บรรจุอยู่ภายใน
หลอดเกดิ เปน็ รงั สยี วู ี รงั สยี วู จี ะกระทบกบั สารเรอื งแสงทอ่ี ยภู่ ายในตวั หลอดเกดิ เปน็ แสงสวา่ ง หลอดชนดิ น้ี
ไมท่ ำ� ใหเ้ กดิ ความรอ้ น พลงั งานจงึ ออกมาในรปู แสงทใ่ี หก้ ำ� ลงั สอ่ งสวา่ งมากกวา่ หลอดอนิ แคนเดสเซนทถ์ งึ
สีเ่ ทา่ หลอดฟลูออเรสเซนซ์ให้พลังงานของความยาวคลนื่ สีเขยี วและสีฟ้าสงู กว่าคลื่นอืน่ ๆ อย่างเหน็ ไดช้ ัด
ความยาวคล่ืนท่ีสูงกว่าปกติน้ีท�ำให้ภาพท่ีถ่ายออกมามีสีผิดเพี้ยน ดังน้ันหากต้องถ่ายท�ำภาพยนตร์ ซึ่ง
ต้องมีไฟชนดิ นอ้ี ยู่จึงตอ้ งมีการใชฟ้ ลิ เตอร์แกส้ ี เพ่ือปรบั ความสมดลุ ของสหี ลอดให้เข้ากับไฟชนดิ อืน่ ๆ ใน
ปจั จบุ นั มหี ลอดขายตามทอ้ งตลาดอยหู่ ลายชนดิ ผใู้ ชง้ านจำ� เปน็ ตอ้ งศกึ ษาวา่ หลอดทนี่ ำ� มาใชน้ น้ั มกี ารปลอ่ ย
พลังงานในแต่ละความยาวคลื่นเป็นอย่างไร โดยดูจากแผนภาพของ Spectrum Energy Distribution
เพ่ือจะไดแ้ ก้สไี ดถ้ ูกต้อง นอกจากปัญหาเร่ืองสแี ลว้ เนือ่ งจากหลอดชนดิ นเี้ ปน็ หลอดแบบปลอ่ ยประจุ และ
ทำ� งานดว้ ยกระแสไฟฟา้ สลบั จงึ ทำ� ใหเ้ กดิ ปญั หาไฟกะพรบิ ในการถา่ ยทำ� ดว้ ยวดิ โี อซงึ่ เปน็ สอื่ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
   31   32   33   34   35   36   37   38   39   40   41