Page 35 - การผลิตภาพยนตร์เบื้องต้น
P. 35
แสงและอุปกรณ์ในการจดั แสง 8-25
นำ� ไฟอารก์ มาใชก้ บั การถา่ ยทำ� ภาพยนตร์ จงึ ทำ� ใหเ้ กดิ การถา่ ยทำ� ในสตดู โิ อมดื แทนสตดู โิ อแบบเปดิ หลงั คา
เพ่ือรับแสงอาทิตย์ หรือสตูดิโอหลังคากระจก ไฟอาร์กให้ก�ำเนิดแสงจากประจุไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากแท่ง
คาร์บอนสองแท่ง คือข้ัวบวกและข้ัวลบ วางอยู่ใกล้ๆ กัน หลอดไฟอาร์กเป็นระบบเปิดไม่มีแก้วหุ้ม และ
ไมม่ กี ารบรรจกุ า๊ ซเพอ่ื ชว่ ยลดการระเหยของแทง่ คารบ์ อน เมอ่ื กระแสไฟผา่ นเขา้ ไปทแ่ี ทง่ คารบ์ อน ในชว่ ง
แรกปลายแทง่ จะสมั ผสั กนั ทำ� ใหเ้ กดิ ประจุ หลงั จากนนั้ จงึ ถอยปลายขา้ งหนงึ่ มาใหม้ รี ะยะเพอื่ ใหป้ ระจไุ ฟฟา้
ว่ิงไปมาระหว่างกันจนเกิดเป็นแสง ให้ก�ำลังส่องสว่างมากกว่าแสงอินแคนเดสเซนหลายเท่า ขณะที่เกิด
ประจุน้ัน แท่งคาร์บอนทั้งขั้วบวกและขั้วลบจะหดสั้นลง จึงต้องมีช่างไฟท่ีช�ำนาญคอยปรับปลายแท่งท้ัง
สองนี้ให้อยใู่ นตำ� แหนง่ ท่เี หมาะสม ทงั้ นเี้ พ่อื ใหส้ ร้างประจแุ ละให้กำ� ลงั สอ่ งสว่างสมำ�่ เสมอ คอื ไม่ย้อนกำ� ลัง
ลงหรอื ดบั ลงในขณะทีก่ �ำลังถา่ ยท�ำอยู่ เน่อื งจากหลอดไฟอาร์กเป็นระบบเปดิ ตัวโคมจงึ มีขนาดใหญม่ าก
หลอดไฟดีซีคาร์บอนอาร์กใช้กระแสไฟสูงมากถึง 225 แอมป์ และท�ำงานด้วยไฟฟ้ากระแสตรง
เทา่ นนั้ จงึ ตอ้ งใช้เครื่องปั่นไฟแบบกระแสตรง และใชบ้ ัลลาสต์เพ่ือลดแรงดนั กระแสไฟให้เหลอื 72 โวลต์
ท�ำให้มีค่าใช้จ่ายสูงมาก เน่ืองจากแสงไฟอาร์กไม่ได้ท�ำให้ก�ำเนิดแสงพร้อมกับความร้อน จึงใช้อุณหภูมิ
เทยี บเคียง หรือ Correlated Color Temperature ในการวดั เทียบกับอณุ หภมู ิเคลวิน แสงทอี่ อกมาจาก
ไฟอารก์ เป็นท้งั อณุ หภูมสิ ที งั สเตนและเดยไ์ ลท์ ดงั น้นั หากใชช้ นิด White Flame Carbon แสงท่ีไดก้ ็เปน็
เดยไ์ ลท์ 5,600 องศาเคลวนิ ถา้ ใชช้ นดิ Yellow Flame Carbon แสงทอี่ อกมากจ็ ะมอี ณุ หภมู สิ เี ปน็ ทงั สเตน
3,200 องศาเคลวิน จนถึงทุกวันน้ียังไม่มีไฟชนิดใดที่ให้แสงสว่างจ้าเหมือนดวงอาทิตย์ได้เท่าไฟอาร์ก
เนอ่ื งจากดซี คี ารบ์ อนอารก์ ใชไ้ ฟฟา้ กระแสตรง จงึ ไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ การกะพรบิ อนั เนอื่ งมาจากความถขี่ องกระแส
ไฟ แต่นา่ เสยี ดายวา่ ในปัจจุบันไฟอารก์ ไม่เปน็ ท่นี ยิ มใช้กันแล้ว เพราะวา่ มีขนาดใหญเ่ ทอะทะ เคลื่อนย้าย
ลำ� บาก และตอ้ งมคี นคอยแตง่ แท่งคาร์บอนอยู่ตลอดเวลา และเกดิ เขมา่ ทสี่ ำ� คญั คอื ปญั หาเรื่องคา่ ใช้จ่าย
ในช่วงของภาพยนตร์เงียบที่ฟิล์มยังเป็นฟิลม์ออร์โทโครมาติก (Ortho-chromatic) ไฟอาร์กเคยได้รับ
ความนิยมเร่ือยมา กระท่ังเกิดการพัฒนาฟิล์มแทน (Panchromatic) ทั้งยังเป็นช่วงเวลาเดียวกับท่ี
ภาพยนตรเ์ รม่ิ มกี ารอดั เสยี ง ไฟอารก์ ซงึ่ มเี สยี งดงั จากประจุ จงึ ถกู แทนทดี่ ว้ ยไฟอนิ แคนเดสเซนและตอ่ มา
ในยุคภาพยนตรใ์ ชฟ้ ิลม์ เทคนิค คัลเลอร์ซงึ่ เป็นยุคแรกเร่มิ ของการถ่ายภาพยนตรส์ ี การถา่ ยทำ� ภาพยนตร์
ตอ้ งใชก้ ำ� ลงั สอ่ งสวา่ งจำ� นวนมหาศาล ไฟอารก์ ไดร้ บั การพฒั นาใหเ้ สยี งเงยี บลงจงึ ไดก้ ลบั มาสวู่ งการอกี ครงั้
อยา่ งไรกด็ คี ่าใชจ้ ่ายในการถา่ ยทำ� ด้วยไฟชนดิ น้ี คอื ปัญหาสำ� คัญตง้ั แต่ปี 1960 เปน็ ตน้ มา เมือ่ มกี ารผลิต
หลอดดิสชารจ์ ท่ใี หอ้ ณุ หภูมิสีเชน่ เดยี วกับแสงอาทิตย์ ไฟอาร์กก็คอ่ ยๆ หายไปจากวงการภาพยนตร์
3. หลอดดิสชาร์จ (Discharge Lamp) หรือหลอดอาร์กระบบปิด เป็นการน�ำหลักการของ
การอาร์ก หรือการปล่อยประจุไฟฟ้ามาใช้ และเติมก๊าซลงไปในหลอดไฟเพื่อให้เกิดแสงสว่าง เม่ือก๊าซ
กระทบกับอิเล็กตรอนที่เกิดข้ึนจากการอาร์กของขั้วบวกและขั้วลบ ชนิดของก๊าซท่ีใช้เติมลงไปจะมีผลต่อ
พลังงานท่ีเกิดขึน้ ในความยาวคลื่นตา่ งๆ หลอดไฟชนดิ นม้ี ีกำ� ลงั สอ่ งสวา่ งสูง คอื ขณะที่หลอดเรมิ่ สตาร์ท
จะต้องใช้บัลลาสต์ เพราะต้องใช้กระแสไฟเป็นจ�ำนวนมาก เม่ือหลอดติดแล้วหลังจากสตาร์ทประมาณ
1 นาที หลอดจึงจะเริ่มให้แสงสว่างทีละน้อยจนเต็มที่ จากน้ันบัลลาสต์จะท�ำหน้าที่ควบคุมแรงดันกระแส
ไฟฟ้าใหไ้ ด้ระดบั คงที่ หลอดชนิดนีท้ ำ� งานด้วยกระแสไฟฟา้ สลบั จงึ มีปญั หาเร่อื งความถ่ขี องกระแสไฟใน

