Page 14 - ลัทธิการเมืองและยุทธศาสตร์ในการพัฒนา
P. 14
15-4 ลทั ธกิ ารเมอื งและยทุ ธศาสตร์ในการพัฒนา
ค�ำน�ำ
อุดมการณ์ทางการเมืองและลัทธิทางการเมืองเป็นค�ำที่มีสาระท่ีคาบเก่ียวสัมพันธ์กัน แนวคิด
อดุ มการณท์ างการเมอื งทเ่ี ปน็ ระบบความคดิ เปน็ สง่ิ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ภายหลงั การปฏวิ ตั ฝิ รง่ั เศส อดุ มการณท์ างการ
เมืองเป็นเสมือนความคิดท่ีสะท้อนภาพของในอนาคตท่ีเป็นเป้าหมายของสังคม โดยแต่ละอุดมการณ์
ทางการเมอื งจะมี “กลไก” ในการขบั เคลอ่ื นเพอ่ื ใหบ้ รรลถุ งึ เปา้ หมายอนั เปน็ ภาพของสงั คมในอนาคตของ
แตล่ ะอุดมการณ์ทางการเมืองน้ัน
อุดมการณ์ทางการเมืองและลัทธิการเมืองจึงเป็นตัวแปรเชิงโครงสร้างที่ส�ำคัญท่ีมีอิทธิพลต่อการ
ก�ำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาของประเทศอันน�ำไปสู่เป้าหมายของอุดมการณ์ทางการเมืองและลัทธิ
การเมอื งน้ัน
แตจ่ ุดเปลยี่ นเกดิ ขนึ้ จากปรากฏการณก์ ารลม่ สลายของกำ� แพงเบอร์ลิน การล่มสลายของสหภาพ
โซเวยี ตนำ� มาสกู่ ารเกดิ ขอ้ ถกแถลงถงึ ความเสอ่ื มคลายของอดุ มการณท์ างการเมอื ง ในทรรศนะหนงึ่ เหน็ วา่
เป็นจุดจบของอุดมการณ์ทางการเมืองอันเน่ืองมาจากบริบทเชิงประวัติศาสตร์ท่ีมีส่วนในการหล่อหลอม
สรา้ ง และรกั ษาการดำ� รงอยขู่ องอดุ มการณท์ างการเมอื งไดเ้ ปลย่ี นไป ทำ� ใหอ้ ทิ ธพิ ลของอดุ มการณก์ ารเมอื ง
สน้ิ สดุ ลง โดยเฉพาะประเทศยโุ รปตะวนั ตก แตใ่ นอกี ทรรศนะหนงึ่ เหน็ วา่ จดุ จบของอดุ มการณท์ างการเมอื ง
ในทน่ี ีก้ ลบั เป็นชยั ชนะเหนอื กว่าอุดมการณท์ างการเมอื งอ่ืนๆ ของอุดมการณป์ ระชาธปิ ไตยเสรี
อยา่ งไรกต็ าม ในประเทศทพ่ี ฒั นาลา้ หลงั หรอื ประเทศทเี่ พง่ิ ไดร้ บั เอกราช อดุ มการณท์ างการเมอื ง
และลัทธิการเมืองดูเสมือนวา่ ไม่มีอิทธิพลอย่างเข้มข้นในกำ� หนดยทุ ธศาสตรใ์ นการพฒั นาประเทศ แมจ้ ะมี
การใช้ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศภายใต้ระบบเศรษฐกิจชาตินิยมท่ีได้รับอิทธิพลจากอุดมการณ์
ชาตินิยมอยบู่ า้ งกต็ าม
แต่ในทางตรงกันข้าม “การปรับตัวของบทบาทรัฐเอง” กลับมีบทบาทส�ำคัญในการก�ำหนด
ยุทธศาสตรใ์ นการพฒั นาของประเทศทพ่ี ัฒนาล้าหลงั หรือประเทศทเ่ี พิ่งไดร้ บั เอกราช โดยมลี กั ษณะทีร่ ฐั มี
บทบาทนำ� ในการพฒั นาเพ่อื ใหเ้ ท่าทันกับประเทศที่พัฒนาแล้ว
บทบาทของรฐั ในการพฒั นาในทนี่ คี้ อื บทบาทของรฐั ในทางเศรษฐกจิ มี 2 กระบวนทศั นท์ แี่ ตกตา่ ง
กนั ระหวา่ งกระบวนทัศนเ์ ก่า (old paradigm) และกระบวนทัศน์ใหม่ (new paradigm)
กระบวนทัศน์เก่ามีฐานคติว่ารัฐและตลาดเป็นสิ่งท่ีแยกขาดจากกัน แต่ละส่วนต่างมีหน้าท่ีของ
ตนเอง บทบาทรัฐในทางเศรษฐกิจจะมากหรือน้อยข้ึนอยู่กับ “ระดับของการแทรกแซง” ของรัฐในทาง
เศรษฐกิจ ซึ่งจ�ำแนกรูปแบบรัฐตามระดับในการแทรกแซงได้เป็น 5 รูปแบบตามอุดมคติคือ รัฐสินค้า
สาธารณะ (Public Good State) รัฐที่สร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic
Stabilization State) รัฐที่สนับสนุนสิทธิทางสังคม (Social Rights State) รัฐขับเคล่ือนการพัฒนา
(Developmental State) และรัฐสังคมนิยม (Socialist State) ซ่ึงมีระดับของการแทรกแซงของรัฐใน
ระบบเศรษฐกจิ จากน้อยไปหามากตามล�ำดบั

