Page 19 - ปรัชญาการเมือง
P. 19
พันธะทางการเมอื ง 8-9
พันธะทางการเมือง มีความหมายถึงส�ำนึกในเชิงศีลธรรมท่ีบุคคลผู้สังกัดเป็นสมาชิกของชุมชน
การเมืองหรือรัฐให้ความเช่ือฟังและเคารพในกฎหมาย3 โดยเป็นกฎหมายท่ีออกโดยอ�ำนาจของผู้ตรา
กฎหมาย (legislator) ในฐานะผนู้ ำ� ทป่ี ระชาชนใหก้ ารยอมรบั โดยมเี นอื้ หาทแี่ ตกตา่ งไปจากกฎหมายเฉพาะ
(particular law) ซึง่ เปน็ ประเดน็ ในลกั ษณะของความขัดแยง้ ระหว่างแนวคดิ ในเชงิ จารตี ธรรมเนียม อาจ
จะเกิดข้ึนมาพร้อมกับชุมชนการเมืองน้ันๆ เป็นมรดกท่ีได้รับมอบมาจากบรรพบุรุษและเป็นสิ่งท่ีผู้คนใน
ชุมชนการเมืองให้ความเคารพยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ซ่ึงในทางกฎหมายมีสถานะเป็น
กฎหมายจารีตประเพณี ในขณะทกี่ ฎหมายทถ่ี กู ตราขึ้นมาในภายหลงั ไม่วา่ จะมาจากตัวผูป้ กครองหรอื ใน
รูปของกลุม่ บคุ คล อยูใ่ นสถานะของการเปน็ กฎหมายท่ถี ูกบญั ญัติข้นึ มาภายหลัง (positive law)
ทางดา้ นของ Hanna Pitkin นกั รฐั ศาสตรน์ ยิ ามปญั หาของพนั ธะทางการเมอื งออกเปน็ สป่ี ระเดน็
ไดแ้ ก่4
หนึ่ง ในดา้ นของขอบเขต ขอ้ จ�ำกัดของพนั ธะทางการเมอื ง (the limits of obligation) มคี วาม
หมายถึงการท่ีเราเร่มิ ตน้ มพี ันธะทางการเมอื งขนึ้ มาเม่ือใดและส้นิ สุดลงเม่อื ใด โดยอาจตั้งค�ำถามต่อไปอกี
ได้ว่าพันธะทางการเมืองส้นิ สดุ ลงดว้ ยเหตุผลใด
สอง ในด้านของศูนย์กลางและท่ีมาของอำ� นาจอธปิ ไตย (locus of sovereignty) มคี วามหมาย
วา่ บุคคลใดรวมไปถึงมีสงิ่ ในทางการเมอื งใดบา้ ง เชน่ กฎหมาย จารีตธรรมเนยี ม ประเพณีและสถาบนั ใน
ฐานะของการเปน็ รากฐานของแนวความคดิ และทม่ี าของพนั ธะทางการเมอื งและมผี ลผกู มดั ตอ่ ผคู้ นในสงั คม
การเมอื งจะต้องเชือ่ ฟังหรือปฏบิ ตั ิตาม
สาม ในดา้ นของความแตกตา่ งระหว่างสิทธิอ�ำนาจทมี่ ีความชอบธรรม (authority) กบั อ�ำนาจใน
แบบการใช้ก�ำลังบังคับ (force) มีความแตกต่างกันอย่างไร รวมทั้งมีเส้นท่ีใช้ในการพิจารณาตัดสินแบ่ง
ระหวา่ งอำ� นาจทงั้ สองออกจากกนั อยา่ งไร หรอื การตง้ั คำ� ถามในประเดน็ ทฝ่ี า่ ยของผปู้ กครองมกี ารหยบิ ยก
และอา้ งองิ ถงึ แนวคดิ เทวสทิ ธิ (divine right) ใชอ้ ธบิ ายเพอื่ สรา้ งความชอบธรรมใหก้ บั อำ� นาจการปกครอง
สี่ เป็นค�ำถามในด้านการสร้างความชอบธรรมใหก้ ับพันธะทางการเมือง (justification of obli-
gation) วา่ ทำ� ไมเรามีพนั ธะทางการเมอื งที่ต้องให้การเชือ่ ฟงั และปฏิบัติตาม เปน็ ไปเพ่ือแลกกับการได้มา
ถึงความปลอดภัยในชีวติ และทรพั ย์สนิ หรือเพื่อใหเ้ กิดความสงบสขุ และสันติเกดิ ข้นึ กับสังคมการเมือง
จึงกล่าวได้ว่าลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง ผู้ใต้การปกครองและชุมชนการเมือง
ดำ� เนินอย่ใู นรูปของการเชอ่ื ฟงั อำ� นาจ มีท่ีมาจากการเปน็ ผนู้ �ำผ้ปู กครองทมี่ ีความเขม้ แขง็ มคี วามสามารถ
ในการตอ่ สสู้ รา้ งความเปน็ ปกึ แผ่น ความปลอดภัยใหแ้ ก่ชุมชนการเมือง เป็นผทู้ ่ีไดร้ บั การสืบทอด สืบเช้ือ
สายและการแตง่ ตงั้ มาจากเหลา่ เทพเจา้ และบรรพบรุ ษุ นอกจากนภ้ี ายใตร้ ปู แบบจารตี ของความเปน็ แนวคดิ
ทางการเมืองแบบคลาสสิกอธิบายว่าชุมชนการเมืองเป็นส่ิงท่ีมีข้ึนมาและเกิดข้ึนโดยธรรมชาติ ชุมชน
การเมืองอย่างเช่นนครรฐั เปน็ สงิ่ ทมี่ ีมากอ่ นบคุ คล (prior to individual) ประกอบกบั การทีม่ นุษยจ์ ะต้อง
3 George Kloso. (2013). Political Obligation. in The Oxford Handbook of the History of Political
Philosophy (p. 712). Edited by George Kloso. Oxford: Oxford University Press.
4 Hanna Pitkin. Obligation and Consent. The American Political Science Review, Vol. 59 No. 4, Dec,
1965, p. 991.

