Page 18 - ปรัชญาการเมือง
P. 18

8-8 ปรชั ญาการเมือง
การเมอื งไปจนถงึ การสน้ิ สดุ ของกฎกตกิ าทใี่ ชใ้ นสงั คมการเมอื งนนั้ และอาจสง่ อทิ ธพิ ลมผี ลตอ่ การสนิ้ สดุ ลง
ของสงั คมการเมืองได้

       พันธะทางการเมืองจึงอยู่ในฐานะเป็นส่ิงท่ีสร้างความชอบธรรมให้กับความเป็นอยู่ของชุมชน
การเมอื ง ผปู้ กครองและรฐั บาลมาทกุ ยคุ สมยั ขณะทล่ี กั ษณะและรปู แบบทม่ี าของพนั ธะทางการเมอื งทเ่ี กดิ
ข้ึนมามีความแตกต่างออกไปในแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่ถึงกระน้ันพันธะทางการเมืองยังเป็นแนวคิดและ
หลักการที่มีความส�ำคัญต่อสังคมการเมือง เพราะเป็นส่ิงที่มีความเชื่อมโยงกับเร่ืองของความยุติธรรมใน
แต่ละชุมชนการเมืองจากนิยามในข้างต้นจะสังเกตได้ว่าพันธะทางการเมืองเป็นแนวคิดท่ีไม่อยู่ตามล�ำพัง
ในลกั ษณะของการแยกตวั ตดั ขาดหรอื ไมม่ คี วามสมั พนั ธก์ บั แนวคดิ ใด ตรงกนั ขา้ มพนั ธะทางการเมอื งเปน็
แนวคิดท่ีต้องมีความเช่ือมโยงและเกี่ยวข้องกับแนวคิดต่างๆ ทางการเมืองอย่างมีนัยส�ำคัญ ในลักษณะท่ี
ส่งผลกระทบถึงกันทง้ั ในฝ่ายของผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครอง ต้ังแตเ่ รอ่ื งทีม่ าของความชอบธรรม (legiti-
macy) สิทธิอ�ำนาจ (authority) การเช่ือฟัง (obedience) อ�ำนาจอธิปัตย์ (sovereign power) และ
บทบาทหนา้ ท่ีขององคอ์ ธิปัตย์ (sovereignty) แนวคิดของการแสดงออกในเชงิ อารยะขัดขนื (civil dis-
obedience) ความยนิ ยอม (consent) และสทิ ธใิ นตอ่ ตา้ นและการปฏวิ ตั เิ ปน็ ไปเพอ่ื ยกเลกิ และการทวงคนื
พนั ธะทางการเมอื ง ซึง่ เป็นเสมอื นการสนิ้ สุดของพันธะทางการเมอื งน้นั เอง

       พันธะทางการเมืองยังถูกพิจารณาได้ว่าเป็นสิ่งที่มีความสมบูรณ์อยู่ในตัวของมันเอง (absolute)
เปน็ เรอ่ื งของความจำ� เปน็ (necessity) ในลกั ษณะทสี่ มาชกิ ของชมุ ชนการเมอื งตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามหรอื จะตอ้ ง
มผี ลบงั คบั ใช้ หากไมป่ ฏบิ ตั ติ ามกจ็ ะเกดิ ความเสยี หายขน้ึ มากบั ชมุ ชนการเมอื งนนั้ เชน่ เรอื่ งของการปฏบิ ตั ิ
ตามและบงั คบั ใชก้ ฎหมาย การลงโทษ การจา่ ยภาษที ท่ี กุ ชมุ ชนการเมอื งจะตอ้ งเรยี กเกบ็ และฝา่ ยประชาชน
ก็มีหน้าที่ต้องจา่ ยภาษี อย่างไรกต็ ามในประเดน็ เดยี วกนั คอื เร่อื งของการจ่ายภาษี อาจเป็นเร่อื งของพนั ธะ
ทางการเมอื งที่ดำ� เนินอยู่ภายใต้เง่ือนไข (condition)2 เป็นประเดน็ นำ� มาส่กู ารพิจารณาถกเถยี งกนั วา่ จะ
มรี ปู แบบ ลกั ษณะรวมถงึ ประเภทของการจดั เกบ็ และจา่ ยภาษมี กี ร่ี ปู แบบ ในแตล่ ะรปู แบบมคี วามแตกตา่ ง
กนั อยา่ งไร ซง่ึ จะสะทอ้ นถึงการกระจายรายได้ ความยตุ ธิ รรมและความเท่าเทียมกนั ในทางเศรษฐกิจ เช่น
เราจะสังเกตได้ว่าแต่ละประเทศมีการก�ำหนดตัวเลขการที่พลเมืองของตนเองต้องจ่ายภาษีในอัตราท่ี
แตกตา่ งกนั มที งั้ อตั ราภาษที างตรง อัตราภาษกี ้าวหนา้ ภาษที ด่ี นิ ภาษีทรพั ยส์ นิ ภาษปี ระเภทพเิ ศษและ
ภาษีมูลค่าเพ่ิม นอกจากนี้ในเร่ืองระดับของการเช่ือฟังและปฏิบัติตามพันธะทางการเมืองยังขึ้นอยู่กับ
เป้าหมายอุดมการณ์ที่แต่ละระบอบการเมืองต้องการ ยกตัวอย่างเช่นการอ้างเหตุผลและหลักการในเรื่อง
ของการแสดงออกถงึ สทิ ธแิ ละการคมุ้ ครองเสรภี าพ ยอ่ มมรี ะดบั ของการเชอื่ ฟงั ปฏบิ ตั ติ ามรวมถงึ มนี ำ�้ หนกั
ส�ำคัญน้อยกว่าการอ้างถึงเรื่องความม่ันคงปลอดภัยในยามท่ีบ้านเมืองเกิดความไม่สงบที่เกิดจากความ
ขัดแยง้ ของผู้คนในสงั คมการเมืองและจากต่างประเทศ

         2 Ernest Barker. (1970). The Limits of Political Obligation. in The Nature of Politics (pp. 185-186).
edited by Michael Curtis. New Jersey: Avon Library.
   13   14   15   16   17   18   19   20   21   22   23