Page 22 - ปรัชญาการเมือง
P. 22
8-12 ปรชั ญาการเมือง
เกดิ ผา่ นการเชอื่ ฟงั และปฏบิ ตั ติ ามรฐั และชมุ ชนการเมอื งทบ่ี คุ คลผนู้ นั้ สงั กดั เปน็ สมาชกิ ในฐานะพลเมอื งนนั้
มีเนื้อหาและคุณลักษณะที่มีความแตกต่างกับการปฏิบัติหน้าท่ีต่อเพ่ือนมนุษย์หรือไม่ กล่าวคือความเป็น
คนดี (good man) กับความเป็นพลเมืองดี (good citizen) นน้ั เปน็ เรื่องเดียวกนั หรอื ไม่ มสี งิ่ ทีเ่ หมือน
กันและแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งเป็นปัญหาท่ีอยู่ในความสนใจของนักปรัชญาการเมืองยุคโบราณอย่าง
อริสโตเตลิ มีการตงั้ ประเดน็ เรือ่ งความดขี องความเปน็ คนดี (the goodness of a good man) การปฏิบตั ิ
ตัวเป็นคนดนี ้ันเป็นความดีประเภทเดียวกันกบั ความดีของการปฏิบตั หิ นา้ ทีค่ วามเป็นพลเมืองอยา่ งจริงจัง
เครง่ ครัดหรือไม่ (the goodness of a serious and dutiful citizen)
จากประเดน็ ขา้ งตน้ Thomas Hill Green นกั ปรชั ญาสายเสรนี ยิ มชาวองั กฤษใหค้ วามหมายของ
พนั ธะทางการเมอื งแบง่ ออกเปน็ เรอ่ื งของความสมั พนั ธท์ ผ่ี ใู้ ตป้ กครองมตี อ่ ผปู้ กครอง (the subject towards
the sovereign) ฝ่ายของพลเมืองมตี ่อรฐั (citizen towards the state) และในขอบเขตท่กี วา้ งออกไป
ระหวา่ งบคุ คลแต่ละบคุ คล (individual to each other) ในฐานะของการเป็นสมาชกิ ของชุมชนการเมอื ง
โดยที่ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นภายใต้การปฏิบัติทางพันธะทางการเมืองบ่อยคร้ังมักน�ำมาสู่ความขัดแย้ง
ระหว่างการปฏิบัติหน้าท่ีในทางศีลธรรม (moral duty) หรืออาจเรียกว่าพันธะทางศีลธรรม (moral
obligation) กบั พนั ธะทางกฎหมาย (legal obligation)7 หรอื เปน็ ความขดั แยง้ ระหวา่ งความเปน็ คนดกี บั
ความเป็นพลเมืองดี ซึ่งเป็นประเด็นส�ำคัญที่นักปรัชญาการเมืองคลาสสิกอย่างอริสโตเติลเคยกล่าวถึงใน
หนงั สอื The Politics มาก่อนหนา้
อรสิ โตเตลิ พจิ ารณาวา่ เนอื่ งจากความดขี องความเปน็ พลเมอื งทด่ี นี นั้ ขนึ้ อยกู่ บั รปู แบบหรอื ระบอบ
ทางการเมือง ซึ่งรูปแบบทางการเมืองการปกครองมีได้หลายระบอบและแตกต่างกันออกไป อันเน่ืองมา
จากภูมหิ ลงั ความเป็นมาโลกทศั นข์ องผคู้ น ประวตั ิศาสตร์ ปจั จัยทางด้านจารีตประเพณแี ละองคป์ ระกอบ
ในทางดา้ นแนวคดิ รวมไปถงึ อดุ มการณท์ างการเมอื งของแตล่ ะรฐั มไี มเ่ หมอื นกนั จงึ สรา้ งใหเ้ กดิ ความแตก
ต่างขึ้นมา ขณะเดียวกันความดีของความเป็นพลเมืองก็ต้องเช่ือมโยงกับระบอบการเมืองการปกครองท่ี
บุคคลผู้น้ันสังกัดเป็นสมาชิกอยู่ แต่ส�ำหรับความดีของความเป็นคนดีน้ันมีเพียงหน่ึงเดียว (one single
perfect goodness)8 มคี วามเปน็ สากล (universal) และเปน็ หลกั การสากลสามารถรบั รแู้ ละเขา้ ใจตรงกนั
ในขณะทค่ี วามเปน็ พลเมอื งดขี องระบอบประชาธปิ ไตยยอ่ มแตกตา่ งออกไปจากความเปน็ พลเมอื งดภี ายใต้
ระบอบเผด็จการ หรือขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของบ้านเมืองในยามเกิดศึกสงคราม ต้องเผชิญหน้ากับ
วิกฤตการณแ์ ละความยากล�ำบากย่อมมคี วามแตกต่างไปจากเหตกุ ารณใ์ นยามสงบ ผคู้ นมคี วามเปน็ อยู่ที่
ปกติสุข อริสโตเติลจึงสรุปว่ามีความเป็นไปได้ที่บุคคลจะเป็นพลเมืองที่ดีโดยปราศจากความดีของความ
เป็นคนดี หรอื การเขา้ ถงึ ความดขี องความเปน็ พลเมืองดีน้นั กระท�ำไดง้ า่ ยกวา่ ความดีของความเป็นคนด9ี
7 Thomas Hill Green. (1991). Lectures on the Principles of Political Obligation (p. 29). New York:
Longman.
8 Aristotle. (1974). The Politics (book III-chapter 4). Translated with an Introduction by T.A. Sinclair.
Harmondsworth: Penguin Books.
9 Robert Develin. (1973). The Good Man and the Good Citizen in Aristotle’s ‘Politics’. Phronesis, Vol.
18, No. 1, pp. 71-73.

