Page 38 - ปรัชญาการเมือง
P. 38

8-28 ปรัชญาการเมือง
ได…้ มคี วามชดั เจนวา่ รฐั เปน็ ทง้ั สงิ่ ทเ่ี ปน็ ธรรมชาตแิ ละมมี ากอ่ นบคุ คล ทำ� ใหบ้ คุ คลเมอ่ื ใดกต็ ามทแี่ ยกออก
จากรฐั กข็ าดความสมบรู ณ’์ 39 ตอ่ มาอรสิ โตเตลิ อธบิ ายเพม่ิ เตมิ ตอ่ ไปวา่ สำ� หรบั สรรพสตั วแ์ ละเหลา่ เทพเจา้
แลว้ ไมต่ อ้ งมกี ารรวมตวั เพอื่ อยอู่ าศยั และสรา้ งชมุ ชนทางการเมอื งขน้ึ มา แตส่ ำ� หรบั มนษุ ยแ์ ลว้ ไมอ่ าจดำ� เนนิ
ชวี ติ อยู่ในสภาวะดงั กลา่ วได้

       อริสโตเตลิ ไดห้ ยบิ ยกประเด็นทนี่ ำ� ไปสู่การถกเถยี งและโจทยใ์ หญท่ างปรัชญาการเมอื งตอ่ มา คือ
เรอ่ื งของ ‘ความดีรว่ มกันของการเปน็ คนด’ี (the goodness of a good man) กับความดรี ่วมกันในฐานะ
พลเมอื งทป่ี ฏบิ ตั ติ ามกฎหมายบา้ นเมอื งอยา่ งเครง่ ครดั (dutiful citizen) เปน็ สง่ิ ทม่ี คี วามเหมอื นและความ
แตกตา่ งกนั อยา่ งใด เปน็ คณุ สมบตั ทิ ส่ี ามารถอยใู่ นบคุ คลเดยี วกนั ดำ� เนนิ อยใู่ นเวลาเดยี วกนั ไดห้ รอื ไมห่ รอื
ตอ้ งเลอื กเอาอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ซงึ่ ในความเปน็ จรงิ ทเี่ กดิ ขนึ้ มา บคุ คลแตล่ ะคนนน้ั ไดส้ งั กดั เปน็ สมาชกิ ของ
ชุมชนการเมอื งหรอื รฐั ท่แี ตกตา่ งกันออกไป ซ่ึงในแต่ละรัฐก็เรียกรอ้ งหรอื มีพันธะทางการเมืองมีลักษณะที่
มีความแตกต่างกันออกไป ข้ึนอยู่กับข้อตกลง ระเบียบแบบแผนและเง่ือนไขความเป็นมาในทาง
ประวตั ศิ าสตร์ รวมไปถงึ สถาบนั ทางการเมอื งและระบอบการปกครองในแตล่ ะรฐั และทส่ี ำ� คญั ความยตุ ธิ รรม
ทแ่ี ตล่ ะระบอบหรอื รปู แบบการปกครองมแี ตกตา่ งกนั ยกตวั อยา่ งเชน่ ระบอบอภชิ นาธปิ ไตยความยตุ ธิ รรม
อยู่ทคี่ นทม่ี ภี ูมิหลงั และเปน็ อภชิ นได้ต�ำแหน่งและอ�ำนาจทางการเมือง ขณะท่รี ะบอบคณาธปิ ไตยตำ� แหนง่
และอ�ำนาจทางการเมอื งตกอยู่กับคนท่มี ฐี านะรำ่� รวย

       เงอื่ นไขเหลา่ นเี้ ปน็ เงอื่ นไขทท่ี �ำใหค้ วามเปน็ พลเมอื งในแตล่ ะรฐั แตล่ ะประเทศมคี วามแตกตา่ งกนั
ออกไป กลา่ วคอื หากมรี อ้ ยประเทศกม็ รี ปู แบบและลกั ษณะของความเปน็ พลเมอื งทแี่ ตกตา่ งกนั ออกไปรอ้ ย
รปู แบบ ในลกั ษณะการปฏบิ ตั หิ นา้ ทขี่ องความเปน็ พลเมอื งในระบอบประชาธปิ ไตยยอ่ มมคี วามแตกตา่ งไป
จากความเป็นพลเมืองในระบอบราชาธิปไตยหรือในระบอบเผด็จการ ในแง่น้ีความเป็นพลเมืองจึงอยู่ใน
สถานะของสง่ิ ที่มคี วามสมั พทั ธ์ (relativism) ท่ีขึ้นอย่กู บั ปัจจยั ค่านยิ มและเงือ่ นไขของแตล่ ะระบอบการ
ปกครอง ในขณะท่ีแนวคิดและคุณสมบัติในเรื่องความเป็นคนดีน้ัน มีความเหมือนกัน สามารถเข้าใจตรง
กันได้ จึงอยู่ในสถานะของส่ิงท่ีมีความสมบูรณ์ (absolutism) คือเป็นสิ่งท่ีสามารถเข้าใจและยอมรับร่วม
กนั ซ่งึ เป็นประเด็นท่ีอริสโตเติลสรปุ ไวว้ า่

       ‘เพราะฉะน้ันความดีร่วมกันของพลเมืองจึงเป็นความดีที่มีความสอดคล้องและสัมพันธ์กับระบอบ
การปกครอง เน่ืองจากระบอบการปกครองน้ันมีหลากหลายรูปแบบคือมากกว่าหนึ่งรูปแบบ ท�ำให้ไม่
สามารถที่จะมีเพียงหนึ่งรูปแบบท่ีสมบูรณ์ของความเปน็ พลเมอื งท่ีดใี นขณะทีเ่ ราพูดได้วา่ คนดี คอื ความดี
ในการมีคุณธรรมท่ีมคี วามดีท่สี มบรู ณแ์ บบเพยี งหนง่ึ เดยี ว จึงเปน็ ท่ีชัดเจนวา่ มคี วามเป็นไปไดส้ ำ� หรบั การ
เป็นพลเมืองที่ดีและจริงจังโดยปราศจากความดีท่ีสร้างให้เป็นคนดี’40 อริสโตเติลเคยอุปมาความเป็น
พลเมืองในแต่ละชุมชนการเมืองนั้นเหมือนกับคนเดินเรือ (sailor) ซ่ึงเป็นหน่ึงในลูกเรือ (crew) มีการ
ปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ีและมคี วามรับผดิ ชอบทแี่ ตกต่างกนั ออกไป อาทิ ฝีพาย (rower) นายทา้ ยเรือ (helmsman)
และคนคอยเฝา้ ระวงั ใหส้ ญั ญาณ (look-out) แตต่ า่ งคนกม็ เี ปา้ หมายรว่ มกนั เพอื่ ใหเ้ รอื เดนิ ทางถงึ ทห่ี มาย

         39 Aristotle. (1974). The Politics (book I: Chapter 2).	
         40 Aristotle. (1974). The Politics (book III: Chapter 4).
   33   34   35   36   37   38   39   40   41   42   43