Page 45 - ปรัชญาการเมือง
P. 45
พันธะทางการเมือง 8-35
การฉอ้ ฉล (fraud) กลายมาเปน็ คณุ ธรรมหลกั (cardinal virtues) เปน็ สภาวะทก่ี ลา่ วไดว้ า่ กฎอยา่ งเดยี ว
ท่ีสามารถใชป้ กครองมนุษย์กันได้อยู่ คือกฎแหง่ ศาสตราวธุ (law of the sword)46
รายละเอียดของสภาวะธรรมชาติที่ฮอบส์บรรยายไว้มีสภาพไม่ต่างไปจากอาณาจักรของสัตว์ป่า
ท่ีสัตว์ทุกตัวด�ำเนินอยู่ภายใต้กฎของป่า (law of jungle) ด้วยการดิ้นรนเพื่อให้ตัวมันมีชีวิตอยู่รอดซ่ึง
แน่นอนว่าจะต้องตัดสินกันด้วยการใช้พละก�ำลังความแข็งแรงทางร่างกายในการต่อสู้เพื่อมีชีวิตรอด สัตว์
ตัวท่ีแข็งแรงที่สุดก็จะอยู่รอดอีกท้ังสามารถครอบครองอาหารและทรัพยากรต่างๆ (might is right)
นอกจากน้ีสภาวะธรรมชาติของฮอบสก์ ็ไม่ต่างไปจากสภาวะอนาธปิ ไตยในทางสังคมการเมอื ง (anarchy)
ฮอบส์เสนอว่าเพ่ือท่ีจะก้าวพ้นจากสภาวะธรรมชาติส่งผลให้มนุษย์จ�ำเป็นต้องสร้างสังคมการเมือง (civil
society) ขนึ้ มา สว่ นเหตผุ ลในการสรา้ งสงั คมการเมอื งของมนษุ ยแ์ ละใหผ้ ปู้ กครองมอี ำ� นาจอยา่ งเบด็ เสรจ็
เดด็ ขาดเหนอื ผ้ใู ต้ปกครองในฐานะขององค์อธปิ ัตย์ (sovereign) มาจากความจ�ำเป็นจากความต้องการที่
จะออกจากสภาวะธรรมชาติ ถึงแม้ว่าภายใต้สภาวะธรรมชาติจะเป็นสภาวะท่ีทุกคนมีสถานะเท่าเทียมกัน
แตก่ ลบั เปน็ สถานะเทา่ เทยี มในการท�ำสงครามกบั ผอู้ นื่ ทจ่ี ะจบชวี ติ ลงเวลาใดกไ็ ด้ การอยรู่ อดปลอดภยั ของ
แต่ละคนรวมไปถึงความเจริญก้าวหน้าของสังคมการเมืองจึงข้ึนอยู่กับการมีองค์อธิปัตย์ท่ีดึงอ�ำนาจและ
กำ� ลงั ท่แี ตล่ ะบคุ คลมีอยู่แล้วมาใชแ้ ทน เป็นประเด็นท่ฮี อบส์กลา่ วไวอ้ ย่างชัดเจนว่า
‘หากไม่มีการสถาปนาอ�ำนาจขึ้นมาหรือไม่มีสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพียงพอส�ำหรับเป็นหลักประกันความ
มนั่ คงปลอดภยั มนษุ ยท์ กุ คนกจ็ ะหรอื อาจจะมคี วามชอบธรรมทจี่ ะพงึ่ พากำ� ลงั และศลิ ปะของตวั เองใชจ้ ดั การ
กับบคุ คลอื่น’ เพือ่ ไมใ่ หแ้ ตล่ ะคนใช้กำ� ลังอำ� นาจตามอำ� เภอใจ ฮอบสจ์ ึงเสนอตอ่ ไปว่า ‘ข้อตกลงใดกต็ ามที่
ปราศจากอาวธุ กเ็ ปน็ เพยี งแค่ลมปาก ซ่ึงไมอ่ าจมกี �ำลังในการคมุ้ ครองสรา้ งความปลอดภัยให้แก่ผคู้ น’47
‘Leviathan’ มเี น้อื หาในสว่ นทส่ี อง ‘ว่าดว้ ยรฐั ’ (Of Commonwealth) โดยฮอบส์อธบิ ายถงึ ท่ี
มาของรฐั วา่ มสี องรปู แบบ โดยเฉพาะรปู แบบทห่ี นง่ึ เปน็ องคอ์ ธปิ ตั ยท์ ไ่ี ดอ้ ำ� นาจมาจากความยนิ ยอมพรอ้ มใจ
(agree) ของประชาชน (sovereign by institution) ที่ฝ่ายขององค์อธิปัตย์อาจจะอยู่ในลักษณะของ
ตัวบุคคล (man) หรือในรูปของท่ีประชุม (assembly of men) ซึ่งจะตามมาด้วยการมีตัวแทนเกิดขึ้น
(representative) ทม่ี าจากความยนิ ยอม (consent) จากสมาชิกของทปี่ ระชมุ 48
ฮอบส์เขียนไว้อย่างชัดเจนว่ากฎหมายคือพันธะทางการเมือง (law is obligation) ในขณะท่ี
พันธะทางการเมอื งเกดิ ขน้ึ จากพันธสัญญา (covenant) เรม่ิ จากเสรชี นและบคุ คลผปู้ ราศจากพนั ธนาการ
ใดๆ เปน็ ประเดน็ ท่ีฮอบส์อธบิ ายความสำ� คัญไว้วา่ ‘ท่ีใดไมม่ พี ันธสัญญา (covenant) มาก่อนหน้า สิทธิ
ต่างๆ ก็ยงั ไม่ถูกถา่ ยโอนท�ำให้ทุกคนมีสทิ ธใิ นทกุ อย่าง…แต่เม่ือใดกต็ ามทีพ่ นั ธสัญญา (covenant) เกิด
ข้ึนมา การไม่ปฏิบัติตามถือเป็นความไม่ยุติธรรม (unjust) เพราะฉะนั้นนิยามของความอยุติธรรม
(injustice) ไม่มีอะไรมากไปกว่าการไม่ปฏิบัติตามพันธสัญญา (covenant)’49 เพราะฉะน้ันการเกิดข้ึน
46 Thomas Hobbes. (1998). Leviathan (Part 1, chapter 13: 13).
47 Thomas Hobbes. (1998) Leviathan (p. 111). มีเนื้อหาว่า ‘And covenants, without the sword, are but
words, and no strength to secure a man at all.’
48 Thomas Hobbes. Leviathan (Part 2 chapter 18: 1).
49 Thomas Hobbes. Leviathan (Part 2 chapter 15).

