Page 48 - ปรัชญาการเมือง
P. 48
8-38 ปรชั ญาการเมอื ง
ของรัฐบาลซ่งึ ล็อคกลา่ วไว้อยา่ งชัดเจนว่า ‘รฐั บาลท่ีเกิดขึ้นอยา่ งสันติล้วนแลว้ แต่มาจากความยินยอมของ
ประชาชนทงั้ สนิ้ ’55 สำ� หรบั ลอ็ คความยนิ ยอมเปน็ เสมอื นกบั สญั ลกั ษณแ์ ละเครอ่ื งหมายในการทบ่ี คุ คลผนู้ นั้
มเี สรภี าพ สามารถปกครองเปน็ นายตวั เองได้ เมอ่ื บคุ คลผนู้ น้ั เตบิ โตจนมวี จิ ารณญาณเปน็ ของตวั เอง (come
to Age of Discretion) เม่ือถึงเวลาดังกลา่ วไมว่ ่าผู้ปกครองท่เี คยเลีย้ งดูเขามาหรือผ้ปู กครองและรัฐบาล
กไ็ มอ่ าจทจ่ี ะใชอ้ ำ� นาจบงั คบั ใหเ้ ขาอยภู่ ายใตก้ ารปกครองได้ หากไมไ่ ดร้ บั ความยนิ ยอมจากบคุ คลผนู้ นั้ เสยี
กอ่ น56 ซงึ่ กค็ อื การปฏเิ สธการสบื ทอดอำ� นาจ รวมไปถงึ ระบอบการปกครองใดกต็ ามทไ่ี มไ่ ดร้ บั ความยนิ ยอม
จากประชาชนเสยี ก่อนเป็นระบอบการปกครองทีล่ อ็ คพจิ ารณาว่าขาดความชอบธรรม
ตอ่ มาลอ็ คอธบิ ายวา่ ความยนิ ยอมคอื แนวคดิ ทมี่ คี วามสำ� คญั ในการพจิ ารณาตดั สนิ ความชอบธรรม
ของสิทธิอ�ำนาจทางการเมือง ความยินยอมคือการท่ีบุคคลผู้นั้นยินยอมให้ตนเองอยู่ภายใต้กฎหมายของ
รฐั 57 เนอ่ื งจากสงั คมการเมอื งเปน็ สง่ิ ทเ่ี กดิ ขนึ้ จากความยนิ ยอมของผคู้ นทจี่ ะกา้ วออกจากสภาวะธรรมชาติ
ท่ีด�ำรงชวี ิตอย่อู ยา่ งเสรี (naturally free) ซ่งึ เป็นความยินยอมท่ีเกดิ ข้นึ โดยเสรแี ละมาจากความสมัครใจ
(free and voluntary consent) โดยไม่มีอ�ำนาจใดๆ มาบงั คบั ได้ เน่อื งจากเป็นการทำ� สญั ญาของผทู้ มี่ ี
ความเทา่ เทยี มกนั และดำ� เนนิ อยบู่ นหลกั ของเหตผุ ล ลอ็ คเสนอทม่ี าของพนั ธะทางการเมอื งเกดิ ขนึ้ จากความ
ยนิ ยอมในสองลกั ษณะ ประกอบดว้ ยความยนิ ยอมแบบเปดิ เผย (express consent) กบั ความยนิ ยอมโดย
พฤตนิ ยั (tacit/silent consent) ความยนิ ยอมทง้ั สองแบบถอื เปน็ ขอ้ ตกลงทที่ ำ� ใหม้ นษุ ยเ์ ขา้ สสู่ งั คมพรอ้ ม
กบั ความเป็นสมาชกิ โดยสมบรู ณแ์ บบอกี ท้ังอยภู่ ายใตก้ ารปกครองของรัฐบาล58
ลอ็ คอธบิ ายถงึ ความแตกตา่ งระหวา่ งความยนิ ยอมแบบเปดิ เผยกบั ความยนิ ยอมโดยพฤตนิ ยั โดย
ความยนิ ยอมแบบเปดิ เผยเกดิ ขนึ้ เมอ่ื บคุ คลผนู้ น้ั เขา้ อยรู่ ว่ มในสงั คม เปน็ การแสดงออกอยา่ งชดั เจนถงึ การ
เป็นสมาชิกที่สมบรู ณ์และถาวรของสงั คมและขึ้นตรงต่อรัฐบาล (subjectof that Government)59 จงึ เปน็
ความยนิ ยอมในลกั ษณะของการเขา้ รว่ ม (joining consent) คอื บุคคลยนิ ดใี หค้ วามยนิ ยอมผูกมดั ตวั เอง
กบั ผอู้ นื่ และเขา้ รว่ มเปน็ สว่ นหนงึ่ ของสงั คมการเมอื ง (positive engagement) และแสดงออกอยา่ งชดั เจน
ในการให้สัญญา (promise) และข้อตกลง (compact) ต่างๆ ทใ่ี ชผ้ ูกมดั และมีผลใหบ้ ุคคลจะต้องปฏิบตั ิ
ตาม ในทางปฏิบัติก็คือบุคคลผู้มีผลประโยชน์และส่วนได้เสียกับสังคมการเมือง ซึ่งก็คือการมีสถานะเป็น
พลเมืองน้ันเอง
55 John Locke. (1988). Two Treatises of Government (pp. 113-114).
56 John Locke. (1988). Two Treatises of Government (p. 116). ผ้ศู กึ ษาพิจารณาถอ้ ยความของลอ็ ควา่ การที่ล็อค
ใชอ้ ปุ มาใหบ้ ตุ รหลานตอ้ งอยภู่ ายใตค้ วามดแู ลของบดิ ามารดามากอ่ น แตเ่ มอื่ พวกเขาเจรญิ เตบิ โตหรอื มอี ายมุ ากขนึ้ จนถงึ ขนั้ ทส่ี ามารถ
ปกครองเล้ียงดูตนเองได้ ฝ่ายบิดามารดาก็ต้องปล่อยให้บุตรหลานเป็นอิสระเฉกเช่นเดียวกันกับประชาชนในอดีตที่ยังไม่เกิดส�ำนึก
หรอื มคี วามคดิ ในเรอื่ งของเสรภี าพและความเทา่ เทยี มกนั กต็ อ้ งอยภู่ ายใตร้ ะบอบการปกครองทไ่ี มต่ อ้ งถามหาความยนิ ยอมหรอื ทำ� ขอ้
ตกลงกันระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครองเกิดขึ้นมา แต่ต่อมาเมื่อสังคมมีพัฒนาการส่งผลให้ประชาชนมีความรู้และส�ำนึกข้ึนมา
รูปแบบการปกครองท่ีไม่มีความเหมาะสมได้รับการต่อต้านจากประชาชนและตอ้ งถูกยกเลิกไป
57 John Locke. (1988). Two Treatises of Government (p. 119). perfect Member of that Society, a Subject
of that Government.
58 John Locke. (1988). Two Treatises of Government (pp. 121-122).
59 John Locke. (1988). Two Treatises of Government (para: 119).

