Page 53 - ปรัชญาการเมือง
P. 53
พันธะทางการเมอื ง 8-43
ใครไดป้ ระโยชนไ์ ปคนเดยี วซง่ึ จะเปน็ การสรา้ งภาระหนกั ใหก้ บั คนอนื่ ขน้ึ มา…ทา้ ยทส่ี ดุ แตล่ ะคนผมู้ อบตวั
เองให้ทุกคนน้ันไม่ได้มอบให้ใครโดยเฉพาะ…ดังนั้น ถ้าเราสลัดทิ้งส่ิงที่ไม่ใช่สาระของข้อตกลงทางสังคม
ออกไปเสีย เราจะเหลือเน้ือหาดังนี้ ‘เราแต่ละคนน�ำตนเองและพลังทั้งหมดของตนมารวมกันไว้ภายใต้
ทศิ ทางสงู สดุ แหง่ เจตจำ� นงรว่ มกนั (general will) และในฐานะของการเปน็ องคค์ ณะ เราหลอมรวมสมาชกิ
แตล่ ะคนในฐานะทเ่ี ปน็ สว่ นหนง่ึ อนั แบง่ แยกมิไดข้ องส่วนทั้งหมด (indivisible part of the whole)’75
แนวคดิ เก่ียวกบั พนั ธะทางการเมอื งของรสุ โซปรากฏชดั เจนอย่ใู นเร่อื งของอำ� นาจอธปิ ไตย (sov-
ereignty) ซงึ่ เปน็ แนวความคดิ หลกั ส�ำคัญในปรชั ญาการเมอื งของรสุ โซและเชอ่ื มโยงกบั แนวคดิ อนื่ ๆ ของ
เขา มีรายละเอยี ดในตอนเร่ิมของ The Social Contract เล่มที่สอง บททห่ี น่งึ รสุ โซกลา่ วถึงความส�ำคญั
ของการเกิดข้นึ การมีอยู่และเปา้ หมายของรฐั ไวว้ ่า
‘ผลประการแรกและสำ� คญั สดุ ของหลกั การทว่ี างมาตง้ั แตต่ น้ คอื มแี ตเ่ จตจำ� นงรว่ มเพยี งอยา่ งเดยี ว
เท่านั้น ท่ีสามารถก�ำกับอ�ำนาจแห่งรัฐให้เป็นไปตามเป้าหมายแห่งการสถาปนาน้ันข้ึนมาซ่ึงก็คือ
ผลประโยชนร์ ว่ มกนั ของมหาชน (common good) หากเกดิ ความขดั แยง้ ระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตวั ซง่ึ
ก็คือความจ�ำเป็นในการเกิดข้ึนของสังคมการเมือง ความสอดประสาน (harmony) ท่ีเกิดขึ้นมาระหว่าง
ผลประโยชน์ที่เหมือนกันก็สามารถเกิดข้ึนมาได้ซ่ึงการมีจุดร่วมในผลประโยชน์ที่แตกต่างกันนี้เองท่ีท�ำให้
เกดิ พันธะทางสังคม (social bond)’76
ต่อมารสุ โซใหค้ วามหมายของอ�ำนาจอธปิ ไตยวา่ เปน็ สง่ิ ท่ี ‘ไม่อาจถา่ ยโอนกันได’้ (inalienable)
อกี ทง้ั แบง่ แยกมไิ ด้ (indivisible) ถกู นำ� มาอธบิ ายในเชงิ ขยายความวา่ ‘อำ� นาจอธปิ ไตยไมใ่ ชส่ ง่ิ อนื่ ใด แต่
มนั เป็นเพยี งการใชเ้ จตจำ� นงรว่ มทมี่ ิอาจถกู ถา่ ยโอน และรัฏฐาธปิ ตั ยใ์ นฐานะของการเป็นภาวะร่วม (col-
lective being) ไมส่ ามารถเปน็ ตวั แทนของใครได้นอกจากตวั ของมันเอง อำ� นาจน้ันอาจเปน็ ส่งิ ท่โี อนกัน
ได้แต่เจตจ�ำนงหาได้ไม่’77 ขณะที่รุสโซอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างเจตจ�ำนงเฉพาะบุคคล (private
will) กับเจตจ�ำนงร่วม (general will) ว่า ‘อันท่ีจริงมีความเป็นไปได้ว่าท่ีเจตจ�ำนงเฉพาะบุคคล จะ
สอดคล้องกับเจตจ�ำนงร่วมในบางจุดและหลายจุดแต่มันเป็นสิ่งท่ีเป็นไปไม่ได้ที่ความสอดคล้องดังกล่าวน้ี
จะมีความต่อเน่ืองและถาวร ส�ำหรับเจตจ�ำนงเฉพาะบุคคลมีความโน้มเอียงโดยธรรมชาติท่ีจะเอียงข้างไป
ด้านใดด้านหนึ่ง (partiality) ส่วนเจตจ�ำนงร่วมจะโน้มเอียงไปยังความเท่าเทียม (equality)’78 รุสโซ
พจิ ารณาตดั สนิ วา่ ธรรมชาตขิ องเจตจำ� นงเฉพาะบคุ คลมกั มองเหน็ เพยี งแคผ่ ลประโยชนส์ ว่ นตวั ผลประโยชน์
เฉพาะหน้า สรา้ งใหเ้ กดิ ความขัดแย้งและแตกแยกตามมา ในขณะทีเ่ จตจ�ำนงรว่ มมคี วามยตุ ธิ รรม มงุ่ ไปสู่
ประโยชน์ของส่วนรวมจึงเป็นความชอบธรรมและถูกต้องที่เจตจ�ำนงเฉพาะบุคคลจ�ำต้องด�ำเนินอยู่ภายใต้
เจตจ�ำนงร่วม
75 Jean Jacques Rousseau. (1968). The Social Contract. (book 1: chapter 6).
76 Jean Jacques Rousseau. (1968). The Social Contract. (book 2: chapter 1).
77 Jean Jacques Rousseau. (1968). The Social Contract. (book 2: chapter 1).
78 Jean Jacques Rousseau. (1968). The Social Contract. (book 2: chapter 1).

