Page 58 - ปรัชญาการเมือง
P. 58
8-48 ปรชั ญาการเมือง
ทถ่ี กู สรา้ งขนึ้ ในทางปญั ญา (philosophical fiction) อกี ทง้ั ตวั มนั ไมม่ หี ลกั ฐานใดๆ ทป่ี รากฏเชอื่ มโยงกบั
ความจรงิ ในทางประวตั ศิ าสตร์ หรอื การพสิ จู นใ์ นเรอื่ งของววิ ฒั นาการและพฒั นาการของสงั คมมนษุ ย์ Hume
อธบิ ายถงึ การเชอ่ื ฟงั และปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บแบบแผนของสงั คมการเมอื งนนั้ ตอ้ งพจิ ารณาเปน็ รายกรณี
ไป (particular law) ในลักษณะทีก่ ฎหมายนนั้ มีความเกย่ี วขอ้ ง มีความเช่อื มโยง มีความสมั พนั ธแ์ ละยัง
ขนึ้ อยกู่ บั เงอ่ื นไขในสง่ิ แวดลอ้ มทางศลี ธรรมของผคู้ นในสงั คมอยา่ งไร (moral circumstance) ในลกั ษณะ
ทผ่ี คู้ นจะสามารถใชพ้ นั ธะทางการเมอื งมาแกไ้ ขและพฒั นาปรากฏการณท์ างสงั คมการเมอื งไดอ้ ยา่ งไร82 ที่
ในความเรียงช่ือ ‘Of the Original Contract’ ฮูมแสดงถึงการปฏิเสธแนวคิดสัญญาประชาคมไว้อย่าง
ชัดเจนว่า ‘ที่กล่าวว่ามนุษย์นั้นได้มีการจดทะเบียนเกี่ยวกับเสรีภาพท้ังหลายในลักษณะของการบันทึกไว้
ในกฎบัตรชิ้นไหน ขา้ พเจ้าไมเ่ คยเห็นวา่ มันมีการเขยี นไวบ้ นหนงั สัตวแ์ ผ่นใด หรอื บนใบไมใ้ บใดตลอดจน
มกี ารสลักไว้ตามต้นไมต้ ้นใดเลย’83
ส�ำหรบั ความคดิ ของฮมู แลว้ พันธะทางการเมอื งเป็นเรื่องของความจำ� เปน็ ทางสงั คม (social ne-
cessity) ในลักษณะท่ีมันเกิดข้ึนและมีอยู่ในสังคมการเมืองมนุษย์อยู่แล้วเหมือนกับจารีตธรรมเนียมทาง
สังคม (social convention) จึงไม่มีความจ�ำเป็นท่ีจะต้องมาตกลงหรือท�ำสัญญาในการอยู่ร่วมกันอีกต่อ
ไป อกี ทง้ั ไมม่ คี วามจำ� เปน็ ทตี่ อ้ งแยกเรอื่ งของพนั ธะทางการเมอื งออกมา อทิ ธพิ ลการตคี วามและการวพิ ากษ์
ของฮูมส่งผ่านมายังจอห์น สจ็วต มิลล์ (John Stuart Mill) ในลักษณะของการปฏิเสธการมีสัญญา
ประชาคมและความจำ� เปน็ ทต่ี อ้ งเกดิ พนั ธะทางการเมอื ง เนอื่ งจากมนั ปรากฏอยใู่ นรปู ของพนั ธะทางสงั คม
อยแู่ ลว้ (social obligation) อทิ ธพิ ลในการวพิ ากษก์ ารดำ� รงอยู่ ความชอบธรรมของแนวคดิ พนั ธะทางการ
เมอื งของทง้ั ฮูมและมลิ ล์ มีผลให้ความคดิ พันธะทางการเมืองหายไปจากวงการความคดิ ทางการเมอื ง จน
มาไดร้ บั ความสนใจจากวงวชิ าการทางดา้ นการเมอื งอกี ครงั้ ในชว่ งทศวรรษ 1930 จากปรากฏการณท์ างการ
เมืองการอุบัติข้ึนของรัฐบาลในแบบฟาสต์ซิสต์และฝ่ายขวา ที่เกิดขึ้นและแพร่ขยายตัวออกไปในหลาย
ประเทศของทวปี ยโุ รป และปรากฏอีกคร้ังในช่วงทศวรรษ 1950 ถงึ 1960 ผา่ นผลงานและการออกมาสนับ
สนุนแนวคิดขบวนการเคลื่อนไหวทางด้านสิทธิพลเมือง (civil right movement) ความเท่าเทียมและ
ความยุติธรรมทางสังคมและการวิพากษ์ความชอบธรรมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและฝ่ายพันธมิตรใน
สงครามเวียดนามของนักปรัชญาการเมืองจอห์น ลอวส์และนักกฎหมาย H.L.A. Hart ในประเด็นเรื่อง
ของพันธะทางการเมอื งกับสิทธิธรรม (authority) ของรฐั บาล84
เราจึงพอท่ีจะสังเกตไดว้ า่ แนวคิดในเร่ืองพฒั นาการของพันธะทางการเมอื งที่เปล่ยี นไปนนั้ มาจาก
ขอ้ พจิ ารณาวา่ ประชาชนไมใ่ ชเ่ ปน็ เพยี งผถู้ อื ครองสทิ ธิ (right base) เพยี งอยา่ งเดยี วเหมอื นกบั สมมตฐิ าน
จากฝ่ายทฤษฎีสัญญาประชาคม การอธิบายผ่านทางปัจเจกบุคคลและกลุ่มบุคคลที่มีหลักการ ยึดเหตุผล
และความรู้พร้อมกับตัวเลือกหรือทางเลือกเป็นคุณลักษณะส�ำคัญท�ำให้ไม่อยู่ในสถานะของการเป็นฝ่ายที่
ต้องต้ังรับ (passive) เหมือนท่เี คยเปน็ มาภายใต้คำ� อธิบายของทฤษฎสี ญั ญาประชาคม
82 David Hume. (2008) Selected Essays. (pp. 274-275). Edited with an Introduction and Notes by Ste-
phen Copley and Andrew Edgar. Oxford: Oxford University Press.
83 David Hume. Ibid. (p. 275).
84 John A. Simmons. (2002). Political Obligation and Authority. in The Blackwell Guide to Social and
Political Philosophy (pp. 21-22). Edited by Robert L. Simon. Malden: Blackwell Publishers Inc.

