Page 59 - ปรัชญาการเมือง
P. 59
พนั ธะทางการเมือง 8-49
ประเด็นปัญหาพันธะทางการเมืองสมัยใหม่ยังแบ่งออกเป็นการต้ังค�ำถามว่าพันธะทางการเมือง
นั้น เป็นหน้าท่ีโดยพ้ืนฐานและธรรมชาติที่ผู้ใต้การปกครองต้องยอมรับและต้องปฏิบัติตามโดยปริยายใน
ฐานะของการเป็นสมาชกิ ของชมุ ชนการเมอื ง (natural duty account) ทปี่ รากฏอยใู่ นหลักการและความ
คดิ ของนกั ปรชั ญาการเมอื งยคุ โบราณอยา่ งเชน่ โสเกรตสี ในขณะทพ่ี นั ธะทางการเมอื งในแบบของการรวม
ตัวกันเพ่ือเป้าหมายของความสมบูรณ์ (associative account) เป็นการพิจารณาจากธรรมชาติและ
พ้ืนฐานของมนุษย์ท่ีมีการรวมกลุ่มข้ึนมาอยู่อาศัยสังกัดเป็นสมาชิกของชุมชนการเมือง มีความเกี่ยวข้อง
และสมั พนั ธ์กนั จึงมคี วามจ�ำเปน็ ต้องปฏบิ ัติตามและเคารพสิ่งทช่ี ุมชนการเมืองยึดถือร่วมกนั เปน็ แนวคดิ
ท่ีปรากฏอยู่ในรูปของความเป็นชุมชนนิยม (communitarianism) ส่วนนักปรัชญาการเมืองท่ีสนับสนุน
พันธะการเมืองประเภทนี้ได้แก่อริสโตเติล เอ็ดมันด์ เบิร์กและเฮเกล พันธะทางการเมืองประเภทสุดท้าย
อยูใ่ นลักษณะของความสมั พนั ธต์ ่างตอบแทน (transactional account) หมายความถงึ พลเมืองมีหน้าที่
ความรับผิดชอบและตอบแทนคนื กลบั ไปตอ่ นโยบาย การให้บริการ เรื่องของสวัสดกิ ารและผลประโยชนท์ ี่
พวกเขาได้รบั จากรัฐและรัฐบาล ยกตัวอยา่ งเช่นการจา่ ยภาษี การเกณฑ์ทหาร85
นอกจากนค้ี วามขดั แยง้ และความไมล่ งรอยระหวา่ งการปฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี องการเปน็ คนดี (good man)
ตามหลกั การคณุ ธรรมและศลี ธรรม ทม่ี คี วามเชอ่ื มโยงไปสหู่ ลกั การสากล เปน็ สง่ิ ทมี่ นษุ ยชาตยิ อมรบั ปฏบิ ตั ิ
กนั กบั การปฏบิ ตั หิ นา้ ทขี่ องความเปน็ พลเมอื งทดี่ ี (good citizen) ซง่ึ ถอื วา่ เปน็ การอา้ งองิ อยบู่ นรากฐาน
ของศีลธรรม (moral ground) กับรากฐานของการเมือง (political ground) ความรักชาติ รักปิตุภูมิ
(patriotism) กบั ความรกั มนษุ ยชาติ (humanity) เปน็ คณุ สมบตั ทิ อี่ ยรู่ ว่ มกนั ในคนคนเดยี วไดโ้ ดยไมเ่ กดิ
ความขัดแย้งกนั ได้หรอื ไม8่ 6 ซง่ึ หากพิจารณากันแลว้ คณุ สมบัตคิ วามเปน็ คนดีกบั ความเป็นพลเมืองดีเปน็
เร่ืองท่ีแยกขาดออกจากกัน ใช้กฎเกณฑ์และมาตรฐานท่ีแตกต่างกันไม่อาจน�ำมาพิจารณาร่วมกัน ยก
ตัวอย่างเช่นการที่บุคคลผู้น้ันเป็นคนดี มีคุณธรรม ปฏิบัติตัวตามหลักทางศีลธรรมในเรื่องที่ไม่ฆ่าเพื่อน
มนษุ ย์ ดงั นนั้ ในฐานะของความเปน็ คนดกี ไ็ มอ่ าจทจ่ี ะรบั ใชป้ ระเทศชาติ ปฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี องความเปน็ พลเมอื ง
ท่ีดีด้วยการอาสาสมัครไปเป็นทหารในกองทัพท่ีต้องออกไปปกป้องประเทศ ออกไปสู้รบกับข้าศึกในแนว
หนา้ ซงึ่ แนน่ อนวา่ เขาตอ้ งจบั อาวธุ และใชอ้ าวธุ ในการปกปอ้ งตนเอง เพอ่ื นฝงู และประเทศชาตแิ ผน่ ดนิ เกดิ
แตก่ ารปฏบิ ตั หิ น้าทข่ี องความเป็นพลเมอื งดีดังกล่าวมันไปขดั แยง้ กบั การปฏบิ ัติตวั เปน็ คนดี
กิจกรรม 8.4.1
พนั ธะทางการเมอื งสมยั ใหมเ่ ป็นความขดั แย้งท่เี กิดขึ้นระหว่างสำ� นกั คดิ ใด
85 John A. Simmons. Ibid. (pp. 27-29).
86 Karl Lowith. (1991). From Hegel to Nietzsche: The Revolution in Nineteenth-Century Thought
(p. 236). Translated from the German by David E. Green. New York: Columbia University Press.

