Page 50 - ภาษาและทักษะเพื่อการสื่อสาร
P. 50

10-40 ภาษาและทกั ษะเพื่อการสอ่ื สาร
และเร็วเขา้ จนลงวรรคและหยุด เม่อื ข้ึนตน้ ใหม่ก็ทำ� แบบเดียวกัน พยามยามหยดุ หายใจเมื่อจบวรรค หรอื
จบค�ำ  อย่าหยุดคาบค�ำ  ถ้าค�ำใดเป็นค�ำส�ำคัญ ก็ให้เน้นถ้อยค�ำให้ชัดเจน และต้องควบคุมน้�ำเสียงลีลาให้
เป็นไปตามเน้ือเร่ือง คือ เรื่องที่เข้มข้นดุดัน ให้ท�ำเสียงแข็งกร้าวและเร็ว ถึงเรื่องอ้อนวอนก็ทอดเสียงให้
อ่อนหวาน เป็นต้น โดยใหถ้ อื เอาธรรมชาตขิ องคนพูดเป็นหลัก

       1.1 	การอ่านทอดจังหวะ เช่น การกล่าวเรอื่ งราวเปน็ ขอ้ ๆ เม่ือจะจบขอ้ ความแต่ละขอ้ ควรทอด
จงั หวะท่ีทา้ ยคำ� ของขอ้ ความนั้น ไมอ่ อกเสยี งหว้ นหรือสนั้ ท่ีท้ายคำ�  เช่น

       “ศีลห้า คือ เว้นการฆ่าสัตว์ เว้นการลักทรัพย์ เว้นการประพฤติผิดในกาม เว้นการพูดปด และ
เวน้ การดมื่ เครือ่ งดองของเมา”

       คำ� ที่ตอ้ งทอดเสียงทอดจังหวะ คือ ฆ่าสัตว์ ลกั ทรพั ย์ ในกาม พดู ปด เพอื่ แสดงว่าข้อความยังไม่
จบ ยังมตี อ่ อีก จงึ ทอดเสยี งไว้ แต่เม่ืออ่านถงึ ค�ำว่า “เครือ่ งดองของเมา” ไม่ตอ้ งทอดเสยี ง ใหอ้ า่ นลงท้าย
หนกั กวา่ ปกตินดิ หน่ึง และกระชบั ขนึ้ ฟังแล้วจะเขา้ ใจได้ทันทีวา่ ความจบแลว้ เมอ่ื จบความ ควรหยุดตรง
ค�ำทจี่ บความนน้ั เพ่อื ผ่อนลมหายใจด้วย

       1.2 	การเว้นวรรคตอนหรือเว้นเพ่ือหยุดหายใจ หากไมห่ ยุดในทท่ี ีจ่ บวรรค หรอื จบค�ำ  แต่หยดุ
ผดิ ทคี่ อื หยดุ คาบคำ�  อาจทำ� ใหค้ วามหมายของคำ� ผดิ ไป เชน่ ขอ้ ความทว่ี า่ “หา้ มพนกั งานหญงิ สวมกางเกง
ในวนั ท่ีมีการประชมุ ผู้บรหิ าร” หากอ่านแบ่งวรรคตอนผิดเปน็ “ห้ามพนกั งานหญงิ สวมกางเกงใน/วนั ทม่ี ี
การประชมุ ผู้บรหิ าร” การเว้นวรรคผดิ จะท�ำใหค้ วามหมายผิดไปและสอ่ื ไปในทางตลกขบขนั

       นอกจากนั้นการหยุดคาบค�ำจะท�ำให้ความหมายผิดไป ไม่เข้าใจความหมายของค�ำนั้น เช่น
“สามคั ยาจารยส์ โมสร” จะตอ้ งอา่ นตอ่ กนั จนจบความ หากหยดุ คาบคำ�  หรอื หยดุ กลางคนั คอื “สามคั ยาจารย”์
แล้วหยุด และต่อทา้ ยค�ำวา่ “สโมสร” ความจะเสยี ไปทันที

       1.3 	การเน้นถ้อยค�ำท่ีส�ำคัญ ในการอา่ นทางวิทยุกระจายเสยี งการเน้นคำ� เปน็ สง่ิ ส�ำคัญมาก หาก
เน้นผิดท่ี ความส�ำคัญของประโยคอาจคลาดเคล่ือน ความจะไม่ชัดเจนตามที่ต้องการ เช่น ในประโยค
ตัวอยา่ งข้างตน้ คือ

            “ศีลห้า คือ เว้นการฆ่าสตั ว์ เว้นการลักทรัพย์ เวน้ การประพฤตผิ ดิ ในกาม ฯลฯ” ค�ำทจ่ี ะ
ตอ้ งเนน้ หนกั กวา่ คำ� อนื่ คอื คำ� วา่ “เวน้ ” เพอื่ แสดงความสำ� คญั และยำ�้ ความหมายใหช้ ดั เจนวา่ “ไมก่ ระทำ� ”
ถ้าหากไม่เน้นหรือไม่ให้น�้ำหนักค�ำว่า “เว้น” มากกว่าปกติแล้ว ความส�ำคัญของการ “ไม่กระท�ำ” อาจ
ดอ้ ยไป หรอื อาจฟงั ขา้ มความส�ำคัญน้ีไป ทำ� ใหค้ วามหมายดอ้ ยลงไปดว้ ย

2. 	 การอ่านร้อยกรอง

       การอา่ นคำ� ประพนั ธห์ รอื โคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน ตอ้ งอา่ นเปน็ ลลี าอกี อยา่ งหนง่ึ จะอา่ นออกเสยี ง
ห้วนๆ หรือเปน็ เสยี งพดู ไมไ่ ด้ ดังน้ี

       2.1 	ให้หยุดตามวรรคของค�ำประพันธ์น้ัน ๆ ค�ำหยุดใหท้ อดเสยี งเลก็ นอ้ ย
       2.2 	ถ้าถึงค�ำท่ีรับกัน ถึงแม้ว่าไม่ใช่วรรค ก็ให้ทอดจังหวะเล็กน้อย เพือ่ ให้ฟังคลอ้ งจองกัน เชน่

            “องค์ใดพระสมั พุทธ สุวสิ ุทธสนั ดาน” คำ� วา่ “สทุ ธ” (อา่ นวา่ สุด-ทะ) ทอดจงั หวะท่ีค�ำวา่
“สทุ ” เพื่อใหค้ ล้องจองกบั คำ� ว่า “พุทธ” ในวรรคก่อน
   45   46   47   48   49   50   51   52   53   54   55