Page 36 - การพัฒนาทักษะและประสบการณ์วิชาชีพ สำหรับผู้นำทางการศึกษา
P. 36

12-26 การพัฒนาทักษะและประสบการณ์วิชาชีพสำ�หรับผู้นำ�ทางการศึกษา

กัน จึงเป็นรูปแบบที่อยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ผลของการนิเทศแบบนี้ทำ�ให้ครูมีความเป็นตัวของตัว
เอง มั่นใจในตนเอง และมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสอน

            2.3 รูปแบบการนิเทศโดยครูพี่เลี้ยง (mentoring) เป็นรูปแบบที่ใช้วิธีการร่วมมือกัน โดยมี
การช่วยเหลือเพื่อจะถ่ายโอนบทเรียนของประสบการณ์วิชาชีพ ครูพี่เลี้ยงต้องมีหน้าที่ 5 ประการ คือ หน้าที่
ในการสอน การสนับสนุน การให้กำ�ลังใจ การให้คำ�ปรึกษา และการสร้างสัมพันธภาพ และผู้ที่ทำ�หน้าที่เป็น
ครูพี่เลี้ยง ควรมีบทบาท ดังนี้

                1) 	การให้ข้อเสนอแนะโดยช่วยให้ผู้รับการนิเทศได้เข้าใจวัฒนธรรมของสถานศึกษา
และเข้าใจนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานภายในสถานศึกษา

                2) 	การให้การสอนแนะในการฝึกฝนเพื่อช่วยให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพโดยใช้รูปแบบ
การช่วยเหลือ

                3) 	ในบทบาทนี้ครูพี่เลี้ยงจะเป็นเพื่อนหรือที่ปรึกษาที่จะให้ความสนใจในการที่จะระบุ
วิเคราะห์ และแก้ปัญหาการเรียนการสอนให้กับผู้รับการนิเทศ

                4) 	ครูพี่เลี้ยงจะเป็นผู้ให้กำ�ลังใจและพัฒนา โดยให้การยกย่องและร่วมฉลองความ
สำ�เร็จ

            การนิเทศโดยครูพี่เลี้ยงเป็นรูปแบบที่เหมาะสมสำ�หรับการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ เพราะช่วยให้
เกิดการเรียนรู้และปรับปรุงพฤติกรรมการสอนในระยะเวลาอันสั้น การใช้ครูพี่เลี้ยงช่วยให้เกิดการถ่ายโอน
ประสบการณ์ระหว่างครูและครูพี่เลี้ยงซึ่งเป็นการพัฒนาวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม รูปแบบการนิเทศนี้จะประสบ
ความสำ�เร็จได้ ครูพี่เลี้ยงซึ่งเป็นแบบอย่างการปฏิบัติจะต้องได้รับการคัดเลือกและฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
ในการสร้างสัมพันธภาพเพื่อให้เกิดการสื่อสารที่ดีซึ่งจะขจัดอคติและทัศคติที่ไม่ดีในการรับการนิเทศ

       รูปแบบการนิเทศแต่ละลักษณะต่างมีลักษณะเฉพาะของตน และสามารถนำ�มาประยุกต์ใช้ร่วม
กันได้ การจะเลือกใช้รูปแบบใดจำ�เป็นที่จะต้องพิจารณาเลือกให้เหมาะสม ทั้งนี้ในการเลือก ควรคำ�นึงถึง
ประเด็นต่อไปนี้ 1) จุดหมายของการนิเทศ โดยพิจารณาว่ามีจุดมุ่งหมายในการนิเทศอย่างไร เพราะแต่ละ
รูปแบบจะสนองต่อจุดมุ่งหมายแตกต่างกันไป เช่น ต้องการให้ผู้นิเทศมีความรู้ ก็เลือกเทคนิควิธีในการ
เชิญวิทยากรมาให้ความรู้ หรือจัดแหล่งวิชาการที่ครูศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองได้ 2) เวลาที่ใช้ในการนิเทศ
ผู้นิเทศควรพิจารณาเวลาในการจัดกิจกรรมว่า ต้องการเวลามากน้อยเพียงใด หากมีเวลาจำ�กัดก็ไม่สามารถ
จัดทัศนศึกษาหรือออกภาคสนามไปนอกเขตสถานศึกษา และอาจเลือกใช้การนิเทศแบบกลุ่มมากกว่า
การนเิ ทศรายบคุ คล 3) งบประมาณทีใ่ ชใ้ นการนเิ ทศ การนเิ ทศทีไ่ ปศกึ ษานอกสถานทีอ่ าจตอ้ งการงบประมาณ
ค่าใช้จ่ายมากกว่า การเชิญวิทยากรหรือการประชุมปรึกษาหารือ 4) ขนาดของกลุ่มผู้รับการนิเทศ การนิเทศ
เปน็ รายบคุ คลโดยทัว่ ไป จะใชก้ ารสงั เกตการณส์ อนและปรกึ ษาหารอื เพือ่ แกไ้ ขปญั หาการสอน แมจ้ ะเสยี เวลา
มากแต่ก็ได้ผลค่อนข้างสูง และการนิเทศเป็นกลุ่ม กลุ่มผู้รับการนิเทศขนาดเล็กไม่เกิน 10 คน เช่น กลุ่มครู
ที่สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกัน และการรับนิเทศในด้านปัญหาที่เกิดขึ้นจากการสอน โดยสามารถใช้
อภิปราย ระดมสมอง บทบาทสมมติ หรือการปรึกษาหารือกันได้ เป็นกลุ่มที่พอเหมาะในเวลาและค่าใช้จ่าย
5) ความพร้อมของบุคลากรและบรรยากาศของสถานศึกษา เช่น สถานศึกษาที่มีครูซึ่งมีความรู้ความสามารถ
เฉพาะตัวบางอย่าง และมีบรรยากาศที่เป็นกัลยาณมิตรเป็นพื้นฐาน อาจเลือกและพัฒนาให้เกิดการนิเทศ
   31   32   33   34   35   36   37   38   39   40   41