Page 17 - การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
P. 17
การวิจัยปฏิบัติการในช้ันเรียนภาษาอังกฤษ 14-7
น้ัน ๆ เพื่อค้นหาลักษณะท่ีเหมาะสมของรูปแบบการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับภาวะของ
สถานการณ์ ด้วยความร่วมมือของเพ่ือนครู ผู้บริหารสถานศึกษา หรือผู้ปกครอง ตลอดจนบุคคลอื่นท่ี
เก่ียวข้อง มีจุดมุ่งหมายเพ่ือพินิจพิเคราะห์การกระท�ำของตนเองและกลุ่ม เป็นการพัฒนาเพ่ิมพูนความรู้ เพ่ือ
การเปล่ียนแปลงท่ียั่งยืนและสร้างภาพลักษณ์ของการเรียนการสอนให้มีคุณภาพโดยมีเป้าหมายส�ำคัญอยู่ที่
การเรียนรู้ของผู้เรียนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ท่ีก�ำหนดไว้ในหลักสูตรการศึกษาในแต่ละระดับ (ส. วาสนา
ประวาลพฤกษ์, 2541; รัตนะ บัวสนธ์, 2544 และสุวิมล ว่องวานิช, 2544) สอดคล้องกับความหมายของ
กรมวิชาการ (2542 หน้า 7) ระบุไว้ว่า การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ หมายถึง การที่ผู้สอนศึกษา
ค้นคว้าเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนการสอนที่ตนรับผิดชอบ จุดเน้นของการวิจัยในช้ันเรียนภาษา
อังกฤษ คือการแก้ปัญหาหรือพัฒนากระบวนการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ ดังนั้นการวิจัยในช้ันเรียน
ภาษาอังกฤษจึงเป็นการศึกษาและวิจัยควบคู่กับการจัดการเรียนการสอนเพ่ือแก้ปัญหาหรือพัฒนาการสอน
ของตนเอง เพ่ือเผยแพร่ผลการวิจัยให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่ืนต่อไป
โดยสรุป การวิจัยปฏิบัติการช้ันเรียนภาษาอังกฤษหมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้ในช้ันเรียน
ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับภาษาอังกฤษ เป็นปรากฏการณ์ท่ีเกิดข้ึนในการเรียนการสอน การเรียนรู้ หรือ
พฤติกรรมผู้เรียน โดยท่ีครูผู้สอนเป็นผู้วิจัยรับผิดชอบและด�ำเนินการอย่างเป็นระบบ มีผู้เรียน ผู้บริหารหรือ
ผู้สอนคนอื่น ๆ ในโรงเรียนมีส่วนร่วมในการวิจัยด้วย เพื่อหาสาเหตุของปัญหาและหาวิธีแก้ไขหรือพัฒนา
ให้การเรียนรู้ทางภาษาของผู้เรียนมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่ก�ำหนดไว้
2. ความสำ� คญั ของการวิจัยปฏิบตั ิการชั้นเรยี นภาษาองั กฤษ
การศึกษาในปัจจุบันให้ความส�ำคัญกับการน�ำการวิจัยมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เช่นเดียว
กับการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ครูผู้สอนสามารถใช้การวิจัยในการแก้ปัญหาด้านภาษาอังกฤษของ
ผู้เรียน หรือพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนเฉพาะเร่ืองได้ และผู้เรียนก็ใช้การวิจัยเป็นส่วนหน่ึงของ
กระบวนการเรียนรู้ของตนเอง สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวด 4 แนว
การจัดการศึกษา มาตรา 24(5) และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2553 มาตรา 30 ซึ่งส่งเสริมสนับสนุน
ให้ครูผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การ
วิจัยเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากการเรียนการสอน
และแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ และส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ท่ีเหมาะสมกับ
ผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา อีกท้ังในหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. 2544 ได้กล่าวถึงการวิจัยใน
กระบวนการจัดการศึกษาของผู้เกี่ยวข้อง เช่น ศึกษา ค้นคว้า วิจัยเพ่ือพัฒนาส่ือการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับ
กระบวนการเรยี นรขู้ องผเู้ รยี น ใหผ้ สู้ อนนำ� กระบวนการวจิ ยั มาผสมผสานหรอื บรู ณาการใชใ้ นการจดั การเรยี นรู้
เพ่ือพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนและเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ สามารถใช้กระบวนการวิจัยเป็นส่วนหน่ึงของ
กระบวนการเรยี นรู้ โดยกรมวชิ าการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2540) ไดย้ นื ยนั เกยี่ วกบั ความสำ� เรจ็ ของการเรยี นรู้
วา่ จะเกดิ ขนึ้ ไดน้ น้ั ผสู้ อนจำ� เปน็ ตอ้ งมกี ารพฒั นาคดิ คน้ หาวธิ แี ละทดลองใชเ้ ทคนคิ ใหม่ ๆ เปน็ การวจิ ยั คน้ ควา้
หาความจรงิ อยา่ งเปน็ ระบบ ชว่ ยแกป้ ญั หาตา่ ง ๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในกระบวนการเรยี นการสอนและชว่ ยพฒั นาความรู้

