Page 43 - สัมมนาหลักสูตร และ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
P. 43
การเรียนรู้ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ 7-33
ทเ่ี กดิ จากการอา้ งถงึ หลกั ฐานทเี่ ปน็ เชงิ ประจกั ษ์ (empirical) และสมั ผสั ได้ (sensible) คำ� วา่ สมั ผสั ได้ หมายถงึ
สิ่งที่เราหรือมนุษย์สามารถตรวจจับหรือบอกได้ว่าเป็นอย่างไร และเป็นสิ่งท่ียอมรับกันอย่างกว้างขวางถึง
สัมผัสน้ัน จากความหมายที่กล่าวมาจะพบว่า วิทยาศาสตร์เองมีข้อจ�ำกัดในการศึกษาเก่ียวกับโลกตาม
ธรรมชาติ นั่นคือ เป็นการอธิบายส่ิงที่สัมผัสได้ แต่สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้โดยวิทยาศาสตร์ หรือสัมผัส
ไม่ได้ ก็ไม่ได้อ้างว่าไม่มีอยู่ (Nickels, 1998)
ลักษณะของธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ หรือข้อความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มีแง่มุมของการได้มาซึ่ง
ความรู้ และส่ิงอื่น ๆ มาเก่ียวข้องที่จะแสดงความเป็นวิทยาศาสตร์หรือยอมรับว่าเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์
จึงมีนักวิชาการหลายท่านท่ีพยายามจะอธิบายลักษณะหรือธรรมชาติของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในประเด็น
ต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น
Showalter ปี ค.ศ. 1974 (Meichtry, 1999) อธิบายลักษณะของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ไว้ว่า
1) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นความจริงช่ัวคราว ไม่แน่นอน (tentative) 2) เป็นสาธารณะ (public) ทุกคน
สามารถสงั เกตและทดสอบได้ 3) สามารถท�ำให้เกดิ ข้ึนเหมอื นเดิม (replicable) ในสภาวะท่ีคล้ายกนั แมเ้ วลา
และสถานที่เปล่ียนแปลงไป 4) เก่ียวข้องกับเร่ืองของความน่าจะเป็น (probabilistic) 5) เป็นผลของความ
พยายามของมนุษย์ (humanistic) ที่จะท�ำความเข้าใจหรือหาแบบแผนของธรรมชาติ 6) มีประวัติการพัฒนา
(historic) กลา่ วคอื ความรวู้ ทิ ยาศาสตรใ์ นอดตี เปน็ พน้ื ฐานในการคน้ พบความรใู้ หม่ ๆ ในปจั จบุ นั และความรู้
ในปัจจุบันจะเป็นพื้นฐานในการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ในอนาคต 7) มีลักษณะเฉพาะตัว (unique) เนื่องจากเป็น
ความรู้ที่มาจากการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ท�ำให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีความแตกต่างจากศาสตร์อ่ืน ๆ
8) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะมีความเชื่อมโยงกัน เสริมกันเป็นองค์รวม (holistic) และ 9) ความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์เป็นเชิงประจักษ์ (empirical) ใช้การสังเกตและทดลอง
หลังจากน้ัน Rubba and Anderson (Meichtry, 1999) รวบรวมวรรณกรรมที่เก่ียวข้องกับ
ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์ รวมทงั้ 9 ดา้ นของ Showalter และเสนอ A Model of the Nature of Scientific
Knowledge ในปี ค.ศ. 1978 ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ 1) ไม่เก่ียวข้องกับความผิดชอบชั่วดี (amoral)
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เองไม่สามารถตัดสินว่าดีหรือไม่ดี 2) สร้างสรรค์ (creative) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์
เป็นผลจากการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้ความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ของมนุษย์ 3) มีพัฒนาการของ
ความรู้ (development) ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ การน�ำเสนอความเปน็ ไปไดเ้ ทา่ นนั้ และไมส่ ามารถพสิ จู น์
ได้ว่าสมบูรณ์ถึงท่ีสุดความเช่ือในสมัยหน่ึงอาจเปล่ียนแปลงได้เม่ือมีหลักฐานอื่นที่ดีกว่ามาคัดค้าน 4) การลด
รูป (parsimonious) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์พยายามที่จะใช้ข้อความท่ีง่ายกะทัดรัด ในการอธิบายสิ่งท่ีซับ
ซ้อนหรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ให้ได้มากท่ีสุด 5) ตรวจสอบได้ (testable) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถ
ตรวจสอบไดอ้ ย่างชดั แจง้ เปน็ เชงิ ประจักษ์ และ 6) มคี วามสัมพันธเ์ ปน็ อนั หนึ่งอันเดียวกนั (unified) ความรู้
ทางวิทยาศาสตร์มีความเชื่อมโยงกันระหว่างความรู้ประเภทต่าง ๆ เช่น กฎมีความสัมพันธ์กับทฤษฎี เป็นต้น
สามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น
Hoyningen-Huene (2008) ได้เสนอว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีความแตกต่างจากความรู้ด้าน
อื่น ๆ เนื่องจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกิดจากระเบียบวิธีการที่เป็นระบบท�ำให้เกิดลักษณะของความรู้ทาง

