Page 45 - สัมมนาหลักสูตร และ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
P. 45

การเรียนรู้ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ 7-35

โดยท่ัวไป และนักวิทยาศาสตร์จะพยายามเพ่ิมเติมในรายละเอียดหรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงความรู้เดิมให้มี
ความเป็นทั่วไปให้มากที่สุด โดยพยายามให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีลักษณะเฉพาะเจาะจงให้น้อยและ
สามารถใช้ได้ทั่วไป ซ่ึงอาจเรียกว่า ความรู้น้ันลักษณะความเป็นสากลมากขึ้น ตัวอย่างการค้นพบในวงการ
วิทยาศาสตร์ เช่น ในอดีต ไอน์สไตน์ ได้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซ่ึงอธิบายการเคลื่อนท่ีในกรณีที่
จ�ำกัดหรือมีเง่ือนไข ต่อมาไอน์สไตน์ก็ได้พยายามค้นคว้าต่อไป จนในท่ีสุดก็สามารถตั้งทฤษฎีสัมพัทธภาพ
ทั่วไป (general theory of relativity) ซ่ึงมีความเป็นสากลมากกว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษอธิบายการ
เคลื่อนท่ีของโลก และทุกส่ิงในธรรมชาติได้โดยไม่มีเง่ือนไขพิเศษซ่ึงเป็นลักษณะของวิทยาศาสตร์อีกข้อหน่ึง

       5) 	วทิ ยาศาสตรม์ คี วามเปน็ สาธารณะ กลา่ วคอื ความจรงิ ทวี่ ทิ ยาศาสตรค์ น้ พบนนั้ จะตอ้ งแสดงหรอื
ทดลองให้ทุกคนเห็นได้เหมือนกัน ผู้อ่ืนสามารถเข้าใจหรือเห็นอย่างเดียวกับผู้ค้นพบได้ ถ้าแสดงหรือทดลอง
ให้ทุกคนเห็นไม่ได้จะถือว่าไม่เป็นลักษณะของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อยู่นอกเหนือจากขอบเขตของ
วิทยาศาสตร์ ตัวอย่างเช่น กาลิเลโอค้นพบอัตราเร่งของวัตถุภายใต้สนามแห่งความโน้มถ่วง เขาสามารถ
อธบิ ายและทำ� ใหค้ นอนื่ ไดเ้ หน็ จรงิ ดว้ ย กรณเี ชน่ นแี้ ตกตา่ งจากปรากฏการณเ์ หนอื ธรรมชาติ ทมี่ ใี ครสกั คนหนง่ึ
บอกว่าผีมีจริง และเคยพบเห็นมาก่อน ซึ่งเขาไม่สามารถจะแสดงให้คนอื่นเห็นเช่นเดียวกับเขาได้

       6) 	 ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ การอธบิ ายหรอื พยากรณป์ รากฏการณธ์ รรมชาติ กลา่ วคอื วทิ ยาศาสตร์
เป็นการรวบรวมหลักฐานจากการสังเกต เพ่ืออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ และท�ำให้เกิดการพัฒนาความรู้
เป็นประเภทหลกั การ กฎ และทฤษฎี ซง่ึ ความรูเ้ ชน่ นม้ี อี ำ� นาจในการพยากรณ์ธรรมชาติ ชว่ ยในการคาดหมาย
อนาคตได้ ความเป็นสากลหรือลักษณะท่ีใช้ได้ทั่ว ๆ ไป ของวิทยาศาสตร์ ท�ำให้เราคาดหมายส่ิงท่ีจะเกิดใน
อนาคตได้ เชน่ ขอ้ ความรทู้ วี่ า่ ถา้ นำ� นา้ํ บรสิ ทุ ธม์ิ าตม้ ทรี่ ะดบั นาํ้ ทะเล นา้ํ จะเดอื ดทอ่ี ณุ หภมู ิ 100 องศาเซลเซยี ส
เป็นความรู้ท่ีได้จากการทดลองท่ีผ่านมา แต่ความรู้น้ีช่วยให้ทราบว่า ถ้าต้องการท�ำให้น้ําเดือดครั้งต่อไป จะ
ต้องท�ำอย่างไร การศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ก็เพื่อแสวงหากฎเกณฑ์ที่จะช่วยในการคาดหมายอนาคต
หรือแสวงหาเงื่อนไขที่จะท�ำให้สิ่งหนึ่งเกิดข้ึนหรือไม่เกิดข้ึนในอนาคต

       7) 	ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีความคงทน (durable) แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะมีความเช่ือว่า ไม่มี
ความจริงใดที่สมบูรณ์ที่สุด และยอมรับเรื่องความไม่แน่นอน (uncertainty) ท่ีว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์
สามารถเปล่ียนแปลงได้ แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มีความคงทน เน่ืองจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ผ่านการศึกษาอย่างละเอียด ถูกต้องแม่นย�ำ จนกลายเป็นท่ียอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในแวดวงของ
นักวิทยาศาสตร์ หรือในสังคมทางวิทยาศาสตร์ (scientific community)

       8) 	ความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์มลี กั ษณะพลวัต (dynamic) กล่าวคือ แม้ว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะ
มีความคงทน และเช่ือถือได้ แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นความจริงช่ัวคราว สามารถ
เปลี่ยนแปลงได้หรือพัฒนาต่อไปได้เม่ือมีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เปล่ียนแปลงไป เกิดการค้นพบหลักฐานใหม่
หรือมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้น ซ่ึงอาจเกิดจากการที่มีเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบปรากฏการณ์ท่ีดีข้ึนกว่าเดิม ท�ำให้
ได้รับข้อมูลใหม่ท่ีเท่ียงตรงมากกว่าเดิม ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นความรู้ท่ีเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่เป็น
ความรู้คงที่ (static) หรือไม่ใช่ความรู้ที่จริงแท้แน่นอน ไม่เปล่ียนแปลงตลอดกาล การเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึน
มักจะเป็นไปในรูปแบบของการปรับปรุงแก้ไขมากกว่าการยกเลิก ซ่ึงถือว่าเป็นเร่ืองปกติของความรู้ทาง
   40   41   42   43   44   45   46   47   48   49   50