Page 46 - สัมมนาหลักสูตร และ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
P. 46

7-36 สัมมนาหลักสูตรและการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์ ท่ีมีลักษณะของการพัฒนาเป็นพลวัต ตัวอย่างเช่น กฎการเคลื่อนท่ีของนิวตัน ก็มิได้ถูกยกเลิก
หรือทดแทนด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ เพียงแต่แสดงให้เห็นว่ากฎการเคลื่อนท่ีของนิวตันมี
ข้อจ�ำกัดของการน�ำไปใช้เท่านั้น นอกจากนี้ ความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ในการท�ำงานท่ีมีความถูกต้อง
แม่นย�ำมากข้ึนจะท�ำให้มีความเข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติน้ัน ๆ ได้ใกล้เคียงความจริงมากยิ่งข้ึน

       ชวอสต์ และลีดเดอร์แมน (Schwartz and Lederman, 2001) ได้กล่าวว่า ลักษณะของความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ที่เป็นความจริงช่ัวคราวที่เปลี่ยนแปลงได้ เป็นลักษณะที่ส�ำคัญของความรู้ทางวิทยาศาสตร์
เนื่องจาก ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกิดจากการสังเกต เกิดจากการรวบรวมหลักฐาน และแปลความหมายตาม
พนื้ ฐานของทฤษฎที เ่ี ปน็ ทย่ี อมรบั อยใู่ นขณะนน้ั ไดร้ บั อทิ ธพิ ลตามความเชอื่ ความรแู้ ละประสบการณเ์ ดมิ และ
เกิดจากจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของนักวิทยาศาสตร์ รวมท้ังได้รับอิทธิพลจากสังคม และ
วัฒนธรรม ส่ิงต่าง ๆ เหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงส่งผลต่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์ท่ีสามารถ
เปล่ียนแปลงได้เช่นกัน

       9) 	 ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรม์ คี วามสอดคลอ้ งตอ้ งกนั (consistency) และเปน็ เอกภาพ (unity) กลา่ วคอื
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในเร่ืองใดก็ตามไม่จ�ำเป็นต้องเป็นผลงานของคน ๆ เดียวเสมอไป แต่อาจจะเป็น
ผลงานของการค้นคว้าของคนหลายชาติหลายภาษา ต่างกาลเวลากันแตม่ ีลักษณะสอดคลอ้ งและเป็นเอกภาพ
โดยความเป็นเอกภาพของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นลักษณะของการเช่ือมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์
หลายสาขา ท่ีสามารถอธิบายปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ

       10) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เก่ียวข้องกับจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ กล่าวคือ
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นผลมาจากเชาวน์ปัญญาของมนุษย์ ซึ่งต้องอาศัยจินตนาการและความคิด
สร้างสรรค์อย่างมากในการสร้างค�ำอธิบายและทฤษฎีต่าง ๆ เช่น การสร้างแบบจ�ำลองอะตอมของบอร์
แบบจ�ำลองโครงสร้างดีเอ็นเอ (DNA) เป็นต้น การใช้ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ควบคู่กับข้อมูลที่
ปรากฏอยู่โดยธรรมชาติ ในการสร้างแบบจ�ำลองทางทฤษฎีในลกั ษณะเช่นน้จี ะมปี ระโยชน์มากต่อการนำ� ไปใช้

       11) ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรม์ คี วามเกย่ี วขอ้ งกบั สงั คมและวฒั นธรรม กลา่ วคอื ความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์
เกิดข้ึนจากความต้องการของสังคม มีผลต่อการด�ำเนินงานต่าง ๆ ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะใน
เรื่องของการน�ำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ประโยชน์ สร้างผลผลิตต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทาง
สังคมและวัฒนธรรม ในขณะเดียวกัน การศึกษาค้นคว้าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็ได้รับอิทธิพลจากสังคม
และวัฒนธรรม โดยสังคมและวัฒนธรรม มีส่วนในการก�ำหนดทิศทางและแนวโน้มของการค้นคว้าความรู้
ทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นไปตามที่สังคมต้องการได้ หรือการศึกษาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ถูกก�ำหนดโดย
วัฒนธรรมน้ัน ๆ ตัวอย่างเช่น การศึกษาเร่ืองวิวัฒนาการของมนุษย์วานร ในอดีตมีเพียงนักวิทยาศาสตร์ชาย
ผิวขาวเท่าน้ันที่สามารถศึกษาได้ ในขณะน้ัน เกิดทฤษฎีเก่ียวกับวิวัฒนาการของมนุษย์วานรแบบหน่ึง ต่อมา
หลังปี ค.ศ. 1976 มีการเปล่ียนแปลงเริ่มยอมรับให้นักวิทยาศาสตร์หญิงสามารถศึกษาค้นคว้าได้ จึงเกิด
ทฤษฎีเก่ียวกับวิวัฒนาการของมนุษย์วานรท่ีเปลี่ยนแปลงไปอีกแบบหน่ึง ซ่ึงทั้งสองทฤษฎีท่ีเกิดขึ้นมี
ความแตกต่างแต่มีความน่าเชื่อถือและยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์เท่า ๆ กัน

       12) 	ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรไ์ ดร้ บั อทิ ธพิ ลจากความเชอื่ ความรู้เดิมของนักวิทยาศาสตร์และทฤษฎี
ท่ีมีอยู่ (subjective) นักการศึกษาบางท่านอธิบายประเด็นน้ีว่าเป็น The Theory-Laden Nature of
   41   42   43   44   45   46   47   48   49   50   51