Page 49 - สัมมนาหลักสูตร และ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
P. 49
การเรียนรู้ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ 7-39
จากงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ พบว่า การเรียนรู้และความเข้าใจความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ว่ามีการพัฒนาอย่างไร ลักษณะของความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างไร ช่วยส่งเสริมความเข้าใจ
ด้านเนื้อหา เพิ่มความสนใจในการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียน และท�ำให้นักเรียนเข้าใจว่าความเป็นมนุษย์
วฒั นธรรมและสงั คมเปน็ สว่ นทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั วทิ ยาศาสตรด์ ว้ ย (McComas, 2002) ทง้ั นี้ เนอื่ งจากการนำ� เสนอ
วิทยาศาสตร์ในชีวิตประจ�ำวันที่ผ่านส่ือต่าง ๆ หรือแม้กระท่ังการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในห้องเรียน ท่ีแนวคิด
เก่ียวกับธรรมชาติของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ปรากฏว่ามีการน�ำเสนอหรือการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ในห้องเรียน ในห้องเรียนมักจะเน้นไปที่ตัวความรู้ทางวิทยาศาสตร์ว่ามีอะไรบ้าง มากกว่าการน�ำเสนอหรือ
จัดการเรียนรู้ที่แสดงให้เห็นว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้นพัฒนามาอย่างไร และความรู้ทางวิทยาศาสตร์น้ัน
มีลักษณะอย่างไร ส่งผลให้การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องท่ีน่าเบ่ือ คล้ายกับว่าเป็นการเรียนรู้สิ่งที่รู้หรือเป็น
จรงิ อยู่แล้ว ท�ำใหก้ ารสืบเสาะของนักเรยี นเปน็ เพียงการพิสูจนส์ งิ่ ทร่ี แู้ ล้วโดยไมเ่ กย่ี วข้องกับการใชจ้ ินตนาการ
และความคดิ สรา้ งสรรค์ นอกจากนี้ งานวจิ ยั ยงั ระบวุ า่ การเรยี นรธู้ รรมชาตขิ องความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ ยงั เพม่ิ
ความสนใจของนักเรียนในการเข้ามีส่วนร่วมในการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์อย่างมีความหมายอีกด้วย
(Lederman, 1999; Meyling, 1997)
2. ธรรมชาติของความรทู้ างวิทยาศาสตร์ในหลกั สูตรวทิ ยาศาสตร์
สมาคมครูวิทยาศาสตร์สหรัฐอเมริกา (AAAS, 1993) ได้อธิบายไว้ในเอกสาร Benchmarks for
Science Literacy ว่าธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ โลกทัศน์ทาง
วิทยาศาสตร์ (scientific worldview) การสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ (scientific inquiry) และกิจการทาง
วทิ ยาศาสตร์ (scientific enterprise) ซง่ึ คำ� วา่ โลกทศั นท์ างวทิ ยาศาสตร์ หมายถงึ มมุ มองของนกั วทิ ยาศาสตร์
ที่มีต่อธรรมชาติ ต่อปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ซึ่งจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับมุมมองท่ีมีต่อลักษณะของ
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไว้ด้วย ซ่ึงโลกทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ในเอกสาร Benchmarks for Science
Literacy ได้ระบุธรรมชาติของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ไว้ดังน้ี
1) แนวคดิ ทางวทิ ยาศาสตรส์ ามารถเปลย่ี นแปลงได้ วทิ ยาศาสตร์ คอื กระบวนการสรา้ งองคค์ วามรู้
ซึ่งประกอบด้วยการสังเกตปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติอย่างละเอียดรอบคอบเพ่ือท�ำความเข้าใจ
ปรากฏการณ์น้ัน ๆ ดังน้ันค�ำถามใหม่จึงเกิดขึ้นต่อเน่ืองตลอดเวลาอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ และส่งผลในการ
ปรับปรุงหรือคิดค้นวิธีการใหม่ในการค้นหาค�ำตอบ ซ่ึงการสังเกตคร้ังใหม่อาจได้ข้อมูลท่ีความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ที่มีอยู่แล้วยังไม่สามารถอธิบายได้ แม้ว่าในมุมมองวิทยาศาสตร์น้ันไม่มีความจริงใดท่ีสัมบูรณ์
ท่ีสุด (Absolute Truth) แต่ข้อมูลท่ีมีความถูกต้องแม่นย�ำมากข้ึนจะยิ่งท�ำให้มนุษย์เข้าใจปรากฏการณ์
นั้น ๆ ได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น
2) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีความคงทน ความรู้ทางวิทยาศาสตร์พัฒนาขึ้นมาอย่างช้า ๆ ผ่าน
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การส�ำรวจ สืบค้น ทดลอง สร้างแบบจ�ำลอง อย่างต่อเน่ืองซ้ําแล้วซ้ําเล่า ดังนั้น
แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะยอมรับเรื่องความไม่แน่นอน (Uncertainty) และปฏิเสธเรื่องความจริงสัมบูรณ์ว่าเป็น
ส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มีความคงทน เช่ือถือได้เพราะผ่านวิธีการทาง
วิทยาศาสตร์ท่ีเน้นความถูกต้องแม่นย�ำ

