Page 48 - สัมมนาหลักสูตร และ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
P. 48
7-38 สัมมนาหลักสูตรและการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
1. ความสำ�คัญของการเรียนรธู้ รรมชาติของความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์
การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์นอกจากมงุ่ หวงั ใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจเนือ้ หาทางวิทยาศาสตร์แล้ว
ความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นเร่ืองที่ส�ำคัญอย่างยิ่งและควรเป็นเป้าหมายหนึ่งของการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของครู (AAAS, 1993; NRC, 1996) โดยท่ัวไป ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์
เป็นส่ิงส�ำคัญที่เกี่ยวข้องกับการอธิบายว่า วิทยาศาสตร์เป็นการแสวงหาความรู้ และแสดงถึงลักษณะหรือ
ธรรมชาตขิ องความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ นกั การศกึ ษาดา้ นวทิ ยาศาสตรศ์ กึ ษาหลายทา่ นเหน็ ตรงกนั วา่ การเรยี นรู้
และเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ท้ัง ธรรมชาติของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์
และสังคมของวิทยาศาสตร์ จะส่งเสริมการเรียนรู้และความสนใจในวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมเจตคติต่อ
วิทยาศาสตร์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงการตัดสินใจในการแก้ปัญหาซึ่งท�ำให้นักเรียนเป็นบุคคล
ท่ีรู้วิทยาศาสตร์ (science literate person)
การที่นักเรียนเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ว่าต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์
เกย่ี วข้องกบั ความนา่ เช่ือถือของความรนู้ ัน้ และความร้ทู างวทิ ยาศาสตร์เกิดจากการตีความและการลงข้อสรุป
ของนกั วทิ ยาศาสตรแ์ ละกลมุ่ ของนกั วทิ ยาศาสตรต์ ามขอ้ มลู หลกั ฐานทมี่ ี ซง่ึ สามารถเปลยี่ นแปลงไดใ้ นอนาคต
ถ้ามีข้อมูลหรือหลักฐานใหม่เกิดข้ึน จะส่งผลให้นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับ
วิทยาศาสตร์รอบ ๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิพากษ์ข้อมูลข่าวสารที่เก่ียวข้องกับวิทยาศาสตร์ผ่านส่ือต่าง ๆ
การใช้ชีวิตประจ�ำวันโฆษณาต่าง ๆ ท่ีผ่านเข้ามาในชีวิตประจ�ำวันท่ีอาจจะอ้างความเป็นวิทยาศาสตร์ โดยมี
สว่ นทเี่ กินกว่าความเปน็ วิทยาศาสตร์ เพอ่ื ประโยชนท์ างการค้าหรือประโยชน์สว่ นใดส่วนหนึง่ ของการน�ำเสนอ
หรือท่ีเรียกว่า วิทยาศาสตร์เทียม (pseudoscience) นักเรียนจะสามารถใช้แนวคิดน้ีในการตัดสินใจหรือ
ประเมินในเรื่องนั้น ๆ ได้ การเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ยังส่งผลต่อสังคมในภาพรวม
ต่อการโต้แย้งทางสังคมท่ีเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อนักเรียนเติบโตไปเป็นประชาชนใน
สังคม จะสามารถใช้แนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ และความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานใน
การคิดและการสืบเสาะเพ่ือให้เกิดค�ำอธิบายและการลงข้อสรุปของตนเองบนฐานของความรู้ท่ีน่าเชื่อถือ
บนหลกั ฐานขอ้ เทจ็ จรงิ ทม่ี ี ไปใชใ้ นการแกป้ ญั หาการแสดงความคดิ เหน็ ตลอดจนการมสี ว่ นรว่ มในการตดั สนิ ใจ
ประเด็นทางสังคมในระดับท้องถ่ินและระดับชาติ (Driver et al., 1996)
การเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจวิทยาศาสตร์ใน
เรื่องของข้อจ�ำกัดของวิทยาศาสตร์ ความแตกต่างระหว่างความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับความรู้ในศาสตร์อื่น ๆ
รวมท้ังจะช่วยให้นักเรียนสามารถแยกค�ำถามท่ีเป็นวิทยาศาสตร์กับค�ำถามที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ได้ (Bell,
2008) รวมท้ังท�ำให้สามารถตั้งค�ำถามที่เป็นวิทยาศาสตร์ได้ ค�ำถามท่ีเป็นวิทยาศาสตร์ คือ ค�ำถามท่ีสามารถ
น�ำไปสู่การสืบเสาะในลักษณะต่าง ๆ ต่อไปได้
Cotham and Smith (1981) ระบุว่า ความเข้าใจว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถเปล่ียนแปลง
ได้เป็นส่ิงส�ำคัญต่อนักเรียนและประชาชนที่จะเข้าใจและมีส่วนในการสนับสนุนกิจการของวิทยาศาสตร์
(scientific enterprise) นอกจากน้ี ความเข้าใจว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีข้อมูลใหม่
จะใช้เป็นการป้องกันหรือไม่ให้เกิดความคิดท่ีขัดแย้งต่อวิทยาศาสตร์และความเช่ือว่าวิทยาศาสตร์เป็น
การรวบรวมข้อเท็จจริงท่ีไม่เปล่ียนแปลง (cynicism)

