Page 53 - สัมมนาหลักสูตร และ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
P. 53
การเรียนรู้ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ 7-43
3) นักเรียนควรมีความเข้าใจว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ท้ังหมดมีพื้นฐานมาจากการสังเกต
ปรากฏการณ์ในธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างย่ิงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ประเภทกฎ และทฤษฎี ก็มีพ้ืนฐานมา
จากการสังเกตท้ังน้ัน
4) แม้ว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะอยู่บนพ้ืนฐานของข้อมูลหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ แต่ยัง
มีส่วนของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนควรเข้าใจการใช้
จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์ต้ังแต่กระบวนการสืบเสาะมาจนถึง
การลงข้อสรุปหรือสร้างค�ำอธิบายเกิดเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งต้องการจินตนาการของ
นักวิทยาศาสตร์อย่างมาก โดยต้องใช้ร่วมกับการอนุมานสิ่งต่าง ๆ ตามธรรมชาติจนเกิดเป็นแนวคิดทาง
วิทยาศาสตร์ (scientific concept) ท่ีมักจะเป็นรูปแบบของแบบจ�ำลองทางทฤษฎี (theoretical models)
มากกวา่ การนำ� เสนอหรอื ลอกเลยี นแบบความจริง เชน่ โครงสร้างของอะตอม การอธิบายเร่อื งหลุมดำ� สปีชีส์
หรือโครงสร้างของ DNA เป็นต้น
5) ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ สว่ นทเ่ี กดิ มาจากความเปน็ อตั ตาของแตล่ ะบคุ คล (subjective)
หรือกล่าวได้ว่า ความรู้ ประสบการณ์เดิม และค่านิยมของนักวิทยาศาสตร์ มีอิทธิพลต่อการตีความและ
การอนุมานข้อมูลท่ีสังเกตได้ รวมไปถึงการยอมรับค�ำอธิบายนั้นโดยสังคมของนักวิทยาศาสตร์ก็เป็นลักษณะ
ของอัตตาเช่นเดียวกัน ประเด็นท่ีส�ำคัญที่นักเรียนและครูควรเข้าใจ คือ ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์รวบรวม
ขอ้ มลู หรอื ตคี วามหมายขอ้ มลู นกั วทิ ยาศาสตรย์ งั คงใชแ้ นวคดิ พน้ื ฐานเดมิ หรอื อาจเกดิ อคติ หรอื ความลำ� เอยี ง
ของนักวิทยาศาสตร์ท่านน้ันได้ รวมทั้งการตีความหมายข้อมูลยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อ สังคม ความรู้ที่มีแต่
เดิม การได้รับการฝึกฝนท่ีมีมาก่อน ส่ิงต่าง ๆ เหล่าน้ีล้วนมีผลต่อการท�ำงานของนักวิทยาศาสตร์ท้ังสิ้น
6) วทิ ยาศาสตรม์ ผี ลกระทบซงึ่ กนั และกนั กบั สงั คมและวฒั นธรรม (socially and culturally
embedded) การพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์อยู่ภายใต้อิทธิพลของความคิด ความเชื่อ ค่านิยม และ
วฒั นธรรมของคนในสงั คม และในทางกลบั กนั ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรก์ ส็ ามารถมอี ทิ ธพิ ลตอ่ ความคดิ ความเชอื่
ค่านิยม และวัฒนธรรมของคนในสังคมได้เช่นเดียวกัน
7) ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรเ์ ปลย่ี นแปลงได้ (scientific knowledge is subject to change)
เมื่อมีหลักฐานใหม่ และท�ำให้เกิดข้อขัดแย้งกับทฤษฎีหรือกฎท่ียอมรับกันในขณะน้ัน ก็จะท�ำให้เกิดการตี
ความหมายและน�ำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ทฤษฎี หรือ กฎ)
เบลล์ (Bell, 2013) เสนอแนวคิดหลักของธรรมชาติของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในระดับอนุบาลถึง
มัธยมศึกษาตอนปลายทีค่ วรได้เรียนร้คู วบค่กู ับการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรผ์ า่ นการสบื เสาะทางวิทยาศาสตร์ และ
ธรรมชาติของการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ จะท�ำให้นักเรียนประสบความส�ำเร็จในเร่ืองการรู้วิทยาศาสตร์
ประเด็นธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ที่นักเรียนควรเรียนรู้ ได้แก่
1) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้ แม้ว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะมีความน่าเชื่อถือ
แต่ก็สามารถเปล่ียนแปลงได้ในอนาคต
2) ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรต์ อ้ งมหี ลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรข์ น้ึ อยกู่ บั หลกั ฐาน
ทงั้ ทเ่ี ปน็ เชงิ ปรมิ าณและเชงิ คณุ ภาพ แนวคดิ ทางวทิ ยาศาสตรท์ กุ อยา่ งจะตอ้ งสามารถตรวจสอบยนื ยนั ไดด้ ว้ ย
ข้อมูลจากการสังเกตหรือการทดลองเพ่ือพิจารณาความน่าเช่ือถือของแนวคิดนั้น

