Page 55 - สัมมนาหลักสูตร และ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
P. 55

การเรียนรู้ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ 7-45

และเป็นการลงข้อสรุป การตีความ การอนุมานจากสิ่งท่ีสังเกตหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง หรืออาจเรียกว่า
เป็นมโนมติ หรืออยู่ในรูปแบบอ่ืน ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น “ไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลือดเย็น” ข้อความรู้นี้ไม่ได้เป็น
ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ทั้งน้ี เน่ืองจากไม่สามารถสังเกตได้โดยตรง แต่เป็นสมมติฐานที่มาจากข้อมูล
หลักฐานที่ค้นพบเก่ียวกับไดโนเสาร์ แต่ในขณะท่ี ข้อความ “ด้วงมีความยาว 2.6 เซนติเมตร” เป็นข้อเท็จจริง
(เดี่ยว) เน่ืองจากสามารถสังเกตได้

            2) 	สมมติฐาน นักเรียนมักเข้าใจว่าสมมติฐานเป็นการคาดเดาตามหลักวิชาการ และเข้าใจว่า
เป็นส่ิงที่ต้ังขึ้นก่อนท่ีจะท�ำการทดลอง เพื่อทดสอบสมมติฐานท่ีตั้งไว้เท่านั้น ความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อ
ค�ำว่า “คาดเดา” ไม่ได้มีความเข้าใจอย่างถูกต้องนักในทางวิทยาศาสตร์ การคาดเดาอาจจะไม่ได้อยู่ในรูปของ
สมมติฐาน “ถ้า..... ดังน้ัน.....” ท่ีน�ำไปทดสอบโดยการทดลองเท่าน้ัน แต่การคาดเดาอาจเป็นข้อเสนอหรือค�ำ
อธบิ ายปรากฏการณท์ ย่ี งั ไมแ่ นน่ อน ทอี่ ยบู่ นพนื้ ฐานของการสงั เกตทผี่ า่ นมาแลว้ หรอื ทม่ี ขี อ้ มลู อยแู่ ละสามารถ
ตรวจสอบโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ ท่ีไม่ใช่เฉพาะผ่านการทดลอง แต่อาจเป็นการส�ำรวจข้อมูล
หลักฐานเพ่ิมเติม การเก็บรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านสมมติฐานน้ันก็ได้

            3) 	ทฤษฎี ในทางภาษาท่ีใช้โดยท่ัวไป ค�ำว่า ทฤษฎี เป็นค�ำท่ียังไม่เคยถูกตรวจสอบ แต่ในทาง
วิทยาศาสตรแ์ ลว้ ขอ้ ความรู้ที่เป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เป็นการเชื่อมโยงขอ้ มลู ทเ่ี กีย่ วขอ้ งมากมาย ทั้งข้อมูล
ที่ได้มาจากการสังเกต การทดลอง ทดสอบ เพ่ืออธิบายเรื่องใดเรื่องหน่ึง ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์นับว่าเป็น
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ท่ีส�ำคัญมาก เน่ืองจากสามารถน�ำไปสู่การท�ำนาย การทดลอง ทดสอบ ตรวจสอบ
เร่ืองท่ีเกี่ยวข้องต่าง ๆ ต่อไปได้

            4) 	ความเขา้ ใจคลาดเคลอื่ นเกย่ี วกบั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง สมมตฐิ าน ทฤษฎี และกฎ นกั เรยี น
มกั มคี วามเขา้ ใจคลาดเคล่อื นในประเดน็ ของความนา่ เชอ่ื ถอื ของสมมติฐาน ทฤษฎแี ละกฎ อย่างเป็นล�ำดับขนั้
ขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ยืนยัน หรือการมีหลักฐานสนับสนุน รวมทั้ง ทั้งสามประเภทเปลี่ยนไปมาได้ขึ้นอยู่กับ
หลักฐานท่ีมาสนับสนุน ความเข้าใจท่ีคลาดเคลื่อน เช่น

            “สมมตฐิ านสามารถกลายเปน็ ทฤษฎไี ด้ และทฤษฎสี ามารถกลายเปน็ กฎได้ ถา้ ไดร้ บั การพสิ จู น์
ยืนยัน” หรือ

            “สมมติฐานอาจจะมาจากความคิดของนักวิทยาศาสตร์เองหรือมาจากความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่มา
ช่วยคาดเดาค�ำตอบ หลังจากคาดเดาค�ำตอบแล้ว ต่อมาก็ต้องมาทดสอบว่าค�ำตอบท่ีคาดเดาไว้นั้นถูกต้อง
หรือไม่ ซึ่งก็คือการท�ำการทดลอง จากน้ันจึงสรุปผลการทดลองออกมา  หากความรู้ดังกล่าวเป็นท่ียอมรับ
ก็จะกลายเป็นทฤษฎี และกลายเป็นกฎต่อไป”

            “หลังจากมีผลการทดลองจ�ำนวนมากจากหลายแง่มุมมาสนับสนุนสมมติฐานโดยปราศจาก
ข้อสงสัยแล้วสมมติฐานน้ันก็จะได้รับการยอมรับให้เป็น ทฤษฎี หรือถ้าความรู้ท่ีได้รับเป็นความจริงก็จะถูก
น�ำไปตั้งเป็น กฎ”

            “กฎมีความน่าเช่ือถือมากกว่าทฤษฎี ทฤษฎีมีความน่าเชื่อถือกว่าสมมติฐาน”
       ความเข้าใจท่ีคลาดเคลื่อนน้ีเกิดจากความไม่เข้าใจท่ีมาของความรู้ทางวิทยาศาสตร์แต่ละประเภท
และรวมทั้งการน�ำเสนอความหมายของค�ำว่า สมมติฐาน ท่ีหมายถึง ส่ิงที่ไม่แน่นอนต้องผ่านการตรวจสอบ
   50   51   52   53   54   55   56   57   58   59   60