Page 56 - สัมมนาหลักสูตร และ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
P. 56

7-46 สัมมนาหลักสูตรและการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์

เพ่ือรอการยืนยัน หรือแม้กระทั่งการน�ำเสนอแผนภาพความสัมพันธ์ระหว่าง สมมติฐาน ทฤษฎี และกฎ
ที่พบในแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น ต�ำราหรือบทความ หรือเว็บไซต์ เป็นต้น

       ในทางวิทยาศาสตร์ สมมติฐาน ทฤษฎี และกฎ เป็นความรู้คนละประเภทกัน เปรียบเสมือนผลไม้
คนละชนิด เช่น มะนาว ส้ม และกล้วย ซ่ึงไม่สามารถเปลี่ยนรูปไปมาได้ ทั้งนี้เพราะมีที่มาของความรู้ท่ี
แตกต่างกัน มีจุดประสงค์ในการอธิบายปรากฏการณ์ที่แตกต่างกัน และไม่เกี่ยวกับระดับของการสนับสนุน
โดยหลักฐานของความรูป้ ระเภทนัน้ ๆ ให้กลายเปน็ ความรูอ้ ีกประเภทได้ หรอื เพม่ิ ความนา่ เช่ือถือของความรู้

       สมมติฐานเป็นการอธิบายในสถานการณ์เฉพาะมีขอบเขตจ�ำกัดของปรากฏการณ์ที่ศึกษา ในขณะท่ี
ทฤษฎีเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ท่ีมากกว่า สามารถน�ำไปประยุกต์ใช้ในปรากฏการณ์อื่น ๆ และอาจจะ
เกิดจากการเช่ือมโยง การบูรณาการระหว่างสมมติฐานและกฎต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง

       ทฤษฎีสามารถน�ำไปสู่การตั้งสมมติฐานได้เพื่อทดสอบโดยการนิรนัย ที่เรียกว่า ทฤษฎีสร้าง
สมมติฐาน แต่ไม่ได้หมายความว่าทฤษฎีเปล่ียนไปเป็นสมมติฐาน ท�ำนองเดียวกัน กฎสามารถเกิดได้จากการ
ดึงบางส่วนของทฤษฎีโดยการอนุมาน เพื่อมาตรวจสอบ ยืนยัน เมื่อยอมรับกฎน้ันก็ไม่ได้หมายความว่า
เป็นการเปล่ียนจากทฤษฎีมาเป็นกฎ

       3.3 	ลักษณะของความรทู้ างวิทยาศาสตรท์ ีม่ ีความเขา้ ใจคลาดเคล่อื นอื่น ๆ เช่น
            - ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกิดจากการสังเกตโดยตรงเท่านั้น
            - ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ต้องผ่านการทดสอบโดยการทดลองเท่าน้ันจึงจะน่าเชื่อถือ
            - ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นกลาง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

4. 	แนวทางการจดั การเรยี นรู้ธรรมชาตขิ องความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์

       การเรียนรู้ธรรมชาติของความรู้วิทยาศาสตร์ในประเด็นต่าง ๆ ท่ีเป็นไปตามหลักสูตรหรือท่ี
นักวิทยาศาสตร์ศึกษาได้เสนอเป็นประเด็นที่นักเรียนควรเรียนรู้และเข้าใจ พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ธรรมชาตขิ องความรทู้ างวทิ ยาศาสตรไ์ มป่ รากฏชดั เจนในการเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ละหา่ งไกลจากประสบการณ์
ในชีวิตประจ�ำวันของนักเรียน ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้มีการวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ธรรมชาติของ
วิทยาศาสตร์ และมีนักวิทยาศาสตร์ศึกษาได้เสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ท่ีมีประสิทธิภาพต่อการพัฒนา
ความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ตัวอย่างเช่น

       เบลล์ (Bell, 2013) อา้ งถงึ องคป์ ระกอบทจี่ ะพฒั นาการรวู้ ทิ ยาศาสตรต์ ามแนวคดิ ของนกั วทิ ยาศาสตร์
ศึกษา ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ 1) องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (body of knowledge) 2) วิธีการ
ทางวิทยาศาสตร์ และ 3) ธรรมชาติของกิจการทางวิทยาศาสตร์และลักษณะของความรู้ทางวิทยาศาสตร์
องค์ประกอบที่สามเป็นองค์ประกอบท่ีครูไม่คุ้นเคยมากท่ีสุด และมีการจัดกิจกรรมท่ีพัฒนาองค์ประกอบท่ี
สามน้อยมาก นอกจากนี้ในหลักสูตรยังอธิบายธรรมชาติของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ชัดเจนมากพอที่ท�ำให้
ครสู ามารถจดั กจิ กรรมการเรยี นรทู้ พี่ ฒั นาความเขา้ ใจธรรมชาตขิ องความรทู้ างวทิ ยาศาสตรไ์ ด้ เกดิ ความคลาด
เคลื่อนในการจัดกิจกรรมและน�ำไปสู่ความเข้าใจท่ีคลาดเคลื่อนของนักเรียนต่อธรรมชาติของความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ เบลล์สรุปแนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมชาติของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพต่อ
   51   52   53   54   55   56   57   58   59   60   61