Page 44 - สัมมนาหลักสูตร และ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
P. 44

7-34 สัมมนาหลักสูตรและการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 8 ด้านคือ มีการพรรณนา มีการอธิบาย มีการพยากรณ์ มีการแสดงให้เห็นที่มา
ของค�ำอธิบายของความรู้ และมีการเชื่อมโยงกับญาณวิทยา (epistemology) หรือการได้มาซ่ึงความรู้เป็น
ความส�ำเร็จในอุดมคติ เป็นการสร้างความรู้ใหม่ ๆ และมีการน�ำเสนอความรู้ที่ค้นพบได้

       จากตัวอย่างข้างต้น ธรรมชาติของความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีหลากหลายประเด็นและหลายมิติ ท้ังท่ี
เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และบางลักษณะยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ ท้ังนี้ข้ึนอยู่กับการใช้และศาสตร์ต่าง ๆ
ท่ีเกี่ยวข้อง และมีการพัฒนาไปตามความเข้าใจและการเปล่ียนแปลงของค�ำว่า วิทยาศาสตร์ ปัจจุบันยังคงมี
การศึกษาว่าธรรมชาติของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใดบ้างที่ควรจะระบุในหลักสูตรวิทยาศาสตร์ หรือเป็น
ประเด็นท่ีนักเรียนควรเรียนรู้หรือมีความเข้าใจ ลักษณะของธรรมชาติของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ท่ีปรากกฏ
ในเอกสารทางวิชาการ งานวิจัยท่ีสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกับความส�ำเร็จในการรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียน
และปรากฏในหลักสูตรวิทยาศาสตร์ของหลาย ๆ ประเทศ มีการอธิบายลักษณะหรือประเด็นของธรรมชาติ
ของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้เข้าใจตรงกันมากขึ้น ประเด็นต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ พอสรุปได้ดังนี้ (AAAS, 1990; Schwartz and Lederman, 2001; McComas, 2003;
Lederman, Abd-El-Khalick, Bell, and Schwartz, 2002; Osborne, Collins, Ratcliffe, Millar, and
Duschl, 2003)

       1) 	ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ ความรเู้ ชงิ ประจกั ษ์ (empirical knowledge) ซง่ึ ไดม้ าจากการสังเกต
กล่าวคือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้จากประสบการณ์ และทดสอบด้วยประสบการณ์ ซึ่งความรู้ที่เกิดจาก
ประสบการณ์ เรียกว่า ความรู้เชิงประจักษ์ หรือความรู้เชิงประสบการณ์หรือกล่าวอีกนัยหน่ึงว่าเป็นความรู้ท่ี
ได้จากประสาทสัมผัสน่ันเอง จะพบว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อาศัยประสาทสัมผัสเป็นพื้นฐาน โดยเฉพาะ
การสังเกต ซ่ึงเป็นส่ิงที่จะขาดไม่ได้ และวิทยาศาสตร์ก็จะต้องอาศัยวิธีการอุปนัยเพ่ือลงข้อสรุปทั่วไป
(generalization) ให้ได้ข้อความรู้ออกมา ถ้าปราศจากข้อมูลจากประสาทสัมผัส นักวิทยาศาสตร์ก็จะไม่มี
วัตถุดิบใด ๆ ท่ีจะท�ำให้กระบวนการอุปนัยเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้ประสาทสัมผัสของมนุษย์ยังมีข้อ
จ�ำกัดท่ีไม่สามารถสังเกตได้โดยตรงหรือละเอียดมากพอ จึงมีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เข้ามามีส่วนช่วยใน
การสังเกต

       2) 	ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีลักษณะเป็นปรนัย (objectivity) กล่าวคือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ได้รับการกล่ันกรองและตรวจสอบ ยืนยัน และทุกคนสามารถเห็นตรงกันได้ เป็นความรู้ที่ลดอคติหรือความ
ล�ำเอียงนอกจากนี้ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ผ่านการสังเกตหรือทดลองภายใต้เงื่อนไขหรือสภาวะแวดล้อม
อย่างเดียวกัน จะปรากฏผลอย่างเดียวกัน ทั้งน้ีไม่จ�ำกัดตัวบุคคลท่ีกระท�ำ เวลา และสถานท่ี

       3) 	ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่เกี่ยวข้องกับความผิดชอบชั่วดี กล่าวคือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มี
ประโยชน์ต่อมนุษย์หลายประการ แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถชี้น�ำมนุษย์ว่าควรน�ำความรู้น้ันไปใช้
อย่างไร การตัดสินความรับผิดชอบชั่วดีต้องตัดสินจากการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ ไม่ได้ตัดสิน
จากองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์

       4) 	ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรม์ ลี กั ษณะสากล (universal) กล่าวคือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีลักษณะ
ทั่วไป ไม่เป็นความรู้เฉพาะคนใดคนหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นความรู้ที่สามารถน�ำไปใช้ได้
   39   40   41   42   43   44   45   46   47   48   49