Page 17 - ความรู้เบื้องต้นการสื่อสารชุมชน
P. 17
แนวคิดว่าดว้ ยชุมชน และความสัมพนั ธ์ของการสอื่ สารกับการพฒั นาชมุ ชน 4-7
ส่ือประเพณีความเชื่อเรื่อง “ผี” (animism) ถือเป็นช่องทางส�ำคัญที่ยึดโยงสมาชิกรุ่นก่อนกับคนรุ่นใหม่
เข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้น หากมีความเปลี่ยนแปลงในความเช่ือเร่ืองผีบรรพบุรุษดังกล่าว (เช่น ชุมชนยึดถือ
วทิ ยาศาสตรแ์ ละหลกั เหตผุ ลมากขนึ้ จนทำ� ใหผ้ ถี กู สอื่ สารความหมายวา่ เปน็ ความงมงาย) การดำ� รงอยขู่ อง
ชุมชนน้นั ก็มอี ันต้องสน่ั คลอนไปด้วย
(5) ชุมชนเป็นสนามรบทางอ�ำนาจ (site of power) นนั่ หมายความวา่ เมื่อมีสมาชิกมารวมตัว
กนั ในชมุ ชนมากกวา่ หนงึ่ คนขนึ้ ไป ชมุ ชนนนั้ กจ็ ะกลายเปน็ เวทจี ดั การความสมั พนั ธเ์ ชงิ อำ� นาจ (relations
of power) ตั้งแตก่ ารช่วงชิงความเปน็ ผนู้ ำ� (leadership) การแย่งชิงผลประโยชนข์ องกลุม่ ตา่ งๆ การยึด
กมุ ชอ่ งทางการสอ่ื สารและไหลเวยี นขา่ วสารระหวา่ งสมาชกิ การใชอ้ ำ� นาจกำ� หนดตวั ตนและอตั ลกั ษณข์ อง
สมาชกิ ชุมชน และรปู ธรรมทางอ�ำนาจอื่นๆ อีกมากมาย
ด้วยเหตุท่ีชุมชนเป็นวัตถุดิบส�ำคัญท่ีถูกน�ำมาศึกษาในทางสังคมศาสตร์นับเป็นศตวรรษ ดังน้ัน
ในปี ค.ศ. 1955 จอร์จ ฮิลเลอรี (George Hillery) ไดส้ �ำรวจแนวคิดต่างๆ ว่าดว้ ยชมุ ชน และพบวา่ มี
นกั สงั คมศาสตรท์ พี่ ยายามใหน้ ยิ ามของคำ� วา่ ชมุ ชนเอาไวเ้ ปน็ จำ� นวนถงึ 94 ชดุ นยิ าม (Hillery, 1955: 117
cited in Rapport and Overing, 2007: 72) ในขณะทอ่ี ีกสองทศวรรษถัดมา นักวฒั นธรรมศกึ ษาชาว
อังกฤษอย่างเรย์มอนด์ วิลเลียมส์ (Raymond Williams) ก็ได้ย้อนไปตรวจสอบค�ำว่า “ชุมชน” หรือ
“community” ในภาษาอังกฤษ และพบวา่ ค�ำน้ีปรากฏในโลกของภาษาอังกฤษมาตงั้ แตค่ รสิ ตศ์ ตวรรษท่ี
14 โดยมีรากศัพท์จากค�ำในภาษาละตินว่า “communis” อันหมายถึง “ลักษณะร่วม” (common)
(Williams, 1976: 75)
วลิ เลยี มสไ์ ดข้ ยายความตอ่ ไปอกี วา่ ตงั้ แตศ่ ตวรรษท่ี 14 เปน็ ตน้ มานน้ั คำ� วา่ ชมุ ชนในภาษาองั กฤษ
ไดถ้ กู ใชด้ ว้ ยนยั ทห่ี ลากหลายกนั ออกไป (Williams, 1976: 75-76) โดยเฉพาะในศตวรรษดงั กลา่ ว ชมุ ชน
จะถูกใช้เพ่ืออธิบายถึงความเป็นประชาชนทั่วไป (the commons/common people) ซึ่งใช้สื่อสารเพื่อ
แสดงนัยถึงการลดทอนความแตกต่างของล�ำดับชั้นทางสังคม หรือมิเช่นนั้นก็จะหมายถึงรัฐหรือสังคมที่มี
การจดั ระบบเอาไวเ้ ป็นอย่างดี ซึ่งภายหลงั มกั ใชอ้ า้ งอิงเจาะจงถงึ สังคมขนาดเล็กเป็นหลกั จนมาถงึ ครสิ ต์
ศตวรรษที่ 16 ชุมชนจะถกู ใชเ้ พอื่ ส่อื สารถึงการถือครองบางสง่ิ บางอยา่ งรว่ มกัน (holding something in
common) (ดงั ตวั อยา่ งวลใี นภาษาองั กฤษวา่ “community of interest” หรอื “community of goods”)
หรือใช้สื่อความถึงอัตลักษณแ์ ละคุณลักษณะบางอยา่ งรว่ มกันของผคู้ น และเม่ือมาถงึ ราวครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี
19 ท่ามกลางบริบทสงั คมอุตสาหกรรมทก่ี ำ� ลงั ขยายตวั และซับซอ้ นมากข้นึ ชุมชนก็มแี นวโนม้ จะถกู ใช้เพือ่
อ้างองิ ถึงพ้นื ที่ท่แี สดงความใกล้ชดิ กัน หรอื จำ� เพาะทจี่ ะใช้หมายถึงปริมณฑลของทอ้ งถิน่ (locality) เป็น
หลัก
อยา่ งไรกต็ าม เนอื่ งจากความหมายของชมุ ชนถกู นยิ ามตา่ งกนั ออกไปในแตล่ ะชว่ งยคุ สมยั เราจงึ
อาจสรุปแนวคิดและทฤษฎีสังคม (social theories) ท่ีว่าด้วยชุมชนและการก่อก�ำเนิดของชุมชนในแต่ละ
ยุค โดยแบง่ เป็น 3 กลุม่ ด้วยกัน ดังนี้
(1) ทฤษฎีสังคมยุคดงั้ เดมิ ว่าด้วยการศึกษาชมุ ชน
(2) ทฤษฎีสังคมยคุ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ว่าด้วยการศึกษาชุมชน
(3) ทฤษฎีสังคมยคุ ปลายครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 20 ว่าดว้ ยการศึกษาชุมชน

