Page 21 - ความรู้เบื้องต้นการสื่อสารชุมชน
P. 21

แนวคดิ วา่ ด้วยชุมชน และความสมั พนั ธ์ของการสอ่ื สารกับการพฒั นาชมุ ชน 4-11
       (6)		หนา้ ทข่ี องการสอื่ สารเพ่ือสร้างลักษณะท่ีเป็นหน่ึงเดียว (homogeneity) เปา้ หมายสงู สดุ ของ
การกอ่ รปู ชมุ ชนหนง่ึ ๆ กเ็ พือ่ ทำ� ให้สมาชิกทหี่ ลากหลายเกิดลักษณะท่เี ปน็ หนง่ึ เดียว โดยมกี ารส่ือสารเปน็
เคร่อื งมือเพ่อื ให้บรรลุเป้าหมายนั้น เพราะฉะนนั้ การที่บุคคลหน่ึงจะบอกไดว้ ่าตนเป็นคนบ้านใด เมืองใด
สงั กดั กลมุ่ วฒั นธรรมหรอื กลมุ่ วฒั นธรรมยอ่ ยแบบใด เขากต็ อ้ งรรู้ หสั (code) ทจ่ี ะสอื่ สารกบั สมาชกิ คนอนื่ ๆ
ทอี่ ยใู่ นชมุ ชนเดยี วกนั ตวั อยา่ งเชน่ กรณที เ่ี รามกั จะไดย้ นิ เสมอวา่ เจา้ หนา้ ทต่ี ำ� รวจมกั พสิ จู นว์ า่ บคุ คลหนง่ึ ๆ
เปน็ คนไทยหรอื เป็นแรงงานพลัดถิน่ ทีล่ กั ลอบเข้าประเทศแบบผดิ กฎหมาย ดว้ ยการใชว้ ธิ ใี หบ้ คุ คลน้ันรอ้ ง
เพลงชาตไิ ทย เพราะการรอ้ งเพลงชาติดว้ ยส�ำเนียงและเน้อื เพลงทีถ่ กู ต้องก็คือส่ือสญั ลักษณ์รว่ มของรัฐ ท่ี
แสดงความเป็นหน่งึ เดยี วไดอ้ ยา่ งเข้มขน้ และเป็นทางการทส่ี ดุ
       จากการท�ำความเข้าใจการกอ่ ตัวของชุมชนและการสื่อสารกับชมุ ชนท่ีกลา่ วมาข้างตน้ นนั้ ผู้เขยี น
จะขอยกตัวอย่างนักทฤษฎีสังคมยุคดั้งเดิมที่เด่นๆ 4 คน ซ่ึงให้ความสนใจศึกษาชุมชนด้วยจุดยืนท่ี
แตกต่างกันไป ได้แก่ เอมิล เดอร์ไคม์ (Emile Durkheim) แม็กซ์ เวเบอร์ (Max Weber) คาร์ล
มารก์ ซ์ (Karl Marx) และเฟอร์ดนิ านด์ ทอนนีส์ (Ferdinand Tonnies) ดงั รายละเอียดตอ่ ไปนี้
       (1)	ทัศนะต่อชุมชนของ เอมิล เดอร์ไคม์ ทศั นะของเดอรไ์ คมจ์ ดั อยใู่ นกลมุ่ ทฤษฎสี งั คมศาสตรใ์ น
สายหน้าที่นิยม (functionalism) ซ่ึงมีจุดยืนพ้ืนฐานท่ีเช่ือว่า สังคมหรือชุมชนเปรียบเสมือนกับร่างกาย
ของมนษุ ย์ ทปี่ ระกอบดว้ ยอวยั วะยอ่ ยตา่ งๆ ทำ� หนา้ ทเี่ ฉพาะของตน เพอื่ ใหร้ ะบบรา่ งกายใหญม่ เี สถยี รภาพ
เอกภาพ และด�ำรงอยู่ต่อไปได้ อวัยวะในท่ีนี้ก็คือสถาบันต่างๆ (หรือบางครั้งอาจเรียกว่า “กลไกสังคม/
กลไกชมุ ชน”) ซง่ึ จะทำ�  “หนา้ ท”่ี (function) สอดประสานกนั หากสถาบนั ตา่ งๆ (อาทิ ครอบครวั ศาสนา
การศกึ ษา การเมือง เศรษฐกิจ วฒั นธรรม สขุ ภาพ นันทนาการ และอ่ืนๆ รวมทงั้ สถาบันการส่อื สาร) ทำ�
หนา้ ทไ่ี ดด้ ี (functional) ชมุ ชนโดยรวมกจ็ ะขบั เคลอ่ื นไปในทศิ ทางทด่ี ี แตห่ ากสถาบนั เหลา่ นน้ั ไมท่ ำ� หนา้ ท่ี
(non-functional) หรือทำ� หน้าที่ผดิ พลาดคลาดเคลอื่ น (dysfunctional) การด�ำรงอยขู่ องสังคม/ชมุ ชน
โดยรวมกอ็ าจจะล้มเหลวไปในท่ีสุด
       ดว้ ยจดุ ยนื แบบหนา้ ทน่ี ยิ มนี้ เดอรไ์ คมไ์ ดพ้ ยายามทำ� ความเขา้ ใจการกอ่ ตวั ของชมุ ชนเมอื งในสงั คม
ยุโรปราวช่วงศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะการขยายตัวของชุมชนเมืองอุตสาหกรรมและความทันสมัยต่างๆ
(industrialisation and modernisation) ท้ังนี้ ในขณะทีส่ งั คมยุโรปในช่วงดงั กลา่ วมคี วามเปลยี่ นแปลง
ทางโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างมาก (อาทิ การเติบโตของภาคอุตสาหกรรม การอพยพย้ายถิ่นฐานของ
ประชากรจากภาคเกษตรไปสูภ่ าคอุตสาหกรรม) เดอรไ์ คมอ์ ธบิ ายวา่ สงั คมยโุ รปได้เกิดลกั ษณะทวิลักษณ์
(dualism) หรอื มคี วามแตกตา่ งระหวา่ งสมานฉนั ท/์ ความเปน็ ปกึ แผน่ 2 แบบดว้ ยกนั คอื สมานฉันท์แบบ
กลไก (mechanical solidarity) ท่ดี �ำรงอยู่ในสงั คมเกษตรหรอื ชมุ ชนชาวนาแบบดง้ั เดมิ กบั สมานฉันท์
แบบอินทรีย์ (organic solidarity) ท่ีปรากฏอยูใ่ นชุมชนกรรมกรในสังคมเมืองอตุ สาหกรรม
       ในกรณขี องชมุ ชนเกษตรน้นั เดอร์ไคม์เหน็ วา่ สังคมชนบทเปน็ สงั คมท่ผี คู้ นสามารถพึ่งพงิ ตนเอง
ไดส้ ูง และทุกคนท�ำงานคล้ายๆ กนั กลา่ วคอื ชาวนาทุกคนลว้ นทำ� นา ปลูกพชื เลยี้ งสตั ว์ จับปลา ทอผ้า
และหาอยู่หากินด้วยปัจจัยการผลิตท่ีอยู่ในครัวเรือนของตนเอง โดยไม่จ�ำเป็นต้องพ่ึงพาอาศัยกันหรือมี
สมานฉันท์ระหว่างกันอย่างแท้จริง ชาวนาในชุมชนด้ังเดิมแบบนี้จึงไม่ต้องแบ่งงานกันท�ำ  และมีลักษณะ
ตา่ งคนตา่ งอยคู่ อ่ นขา้ งชดั เจน เดอรไ์ คมเ์ รยี กปรากฏการณแ์ บบนวี้ า่ สมานฉนั ทแ์ บบกลไก โดยมกี ารสอื่ สาร
   16   17   18   19   20   21   22   23   24   25   26