Page 25 - ความรู้เบื้องต้นการสื่อสารชุมชน
P. 25
แนวคิดวา่ ดว้ ยชมุ ชน และความสมั พันธ์ของการส่อื สารกับการพัฒนาชุมชน 4-15
ดงั กลา่ ว มนษุ ยก์ จ็ ะสรา้ งวตั ถบุ างอยา่ ง (อาทิ เงนิ ) ขน้ึ มาเปน็ สอื่ กลางของมลู คา่ แลกเปลยี่ นมากกวา่ จะใช้
วตั ถเุ พอ่ื เชื่อมโยงความหมาย/ความสมั พนั ธ/์ ความร้สู กึ เฉกเชน่ ที่เคยมมี าในสงั คมหรือชมุ ชนแบบดัง้ เดิม
(4) ทัศนะต่อชุมชนของ เฟอร์ดินานด์ ทอนนีส์ ในกลมุ่ นักทฤษฎีสังคมร่นุ แรกๆ ทศ่ี กึ ษาเรอ่ื ง
ชมุ ชนนนั้ นกั คดิ ชาวเยอรมนั อยา่ งทอนนสี ไ์ ดช้ อื่ วา่ ผลติ งานเขยี นทม่ี อี ทิ ธพิ ลอยา่ งมากตอ่ ความรดู้ า้ นชมุ ชน
ศึกษา (community studies) แมใ้ นยคุ หลงั ๆ ก็ตาม
ทอนนีสไ์ ดบ้ ุกเบิกการศกึ ษาชมุ ชน และจ�ำแนกความแตกต่างระหว่างส่งิ ท่เี ขาเรยี กว่า “Gemein-
schaft” (หรอื เทยี บเทา่ กบั คำ� วา่ “community” ในภาษาองั กฤษ อนั แปลวา่ “ชมุ ชน” ในภาษาไทย) กบั
“Gesellschaft” (หรือเทียบเคียงกับค�ำว่า “society” หรือ “สังคม”) ทั้งน้ี ในวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมหรือ
Gemeinschaft ตามทัศนะของทอนนีส์น้ัน เราอาจจะเห็นร่องรอยชัดเจนได้จากชุมชนชนบทหรือชุมชน
หมู่บ้าน ซึ่งสายสัมพันธ์ทางสังคม (social bonds) ระหว่างคนกับคน หรือระหว่างคนกับสถาบันต่างๆ
ถูกเก่ยี วโยงเอาไว้ดว้ ยกนั อยา่ งแนบแน่น ไม่วา่ จะเป็นสายสมั พนั ธแ์ บบเครือญาติ พี่น้อง เพอ่ื นบ้าน หรือ
ความเป็นพื้นบ้าน/ท้องถิ่นต่างๆ ดังเช่น ค�ำเรียกท่ีปรากฏในเพลงลูกทุ่งของไทยท่ีชายหญิงมักแทน
สายสมั พนั ธข์ องคนชนบทดว้ ยคำ� วา่ “พ”่ี กบั “นอ้ ง” หรอื ปรากฏในเนอื้ เพลง สาวนาสงั่ แฟน ของพมุ่ พวง
ดวงจันทร์ เป็นวลีว่า “เก็บเงินได้เท่าไรแล้วพ่ี ลุงมาป้ามีพ่อของพี่บ่นหา” อันสะท้อนระบบสายสัมพันธ์
ของเครือญาติท่แี นบแนน่ แมต้ ัวละครในเพลงจ�ำเป็นต้องมภี าระละทิ้งถน่ิ ฐานมาท�ำงานในเมืองใหญ่
ด้วยแรงเกาะเก่ียวและสายสัมพันธ์ท่ียึดโยงกันแนบแน่นหลายๆ เส้นดังกล่าว ชุมชนแบบ
Gemeinschaft จงึ มแี นวโนม้ จะดำ� รงอยใู่ นสภาวะแบบ “ชมุ ชนนยิ ม” (collectivism) และสงั กดั ตนอยกู่ บั
ความเป็นพ้ืนถ่ินพื้นฐานบางอย่างชัดเจน ดังเช่นชื่อนักร้องลูกทุ่งที่มักบ่งบอกความสัมพันธ์ซึ่งผูกโยงตน
เอาไว้กับระบบเครือญาติ (อาทิ ยุ้ย ญาติเยอะ) หรือยึดโยงตนไว้กับถ่ินฐานบ้านเกิด (อาทิ ไพรวัลย์
ลกู เพชร ไวพจน์ เพชรสุพรรณ สนุ ารี ราชสมี า อาภาพร นครสวรรค์ ฯลฯ) หรือบรรดาชือ่ เพลงลูกทุง่ ที่
ผูกโยงเน้ือหากับท้องถ่ินเอาไว้อย่างชัดเจน (อาทิ เพลง สาวผักไห่ รักจางท่ีบางปะกง ลาสาวแม่กลอง
ไอ้หนมุ่ ตงั เก กราบเท้าย่าโม ฯลฯ)
แตเ่ มอ่ื ชุมชนดง้ั เดิมเปลี่ยนผ่านเขา้ สู่สงั คมใหมแ่ บบ Gesellschaft หรือกล่าวงา่ ยๆ คอื ก้าวเข้า
สู่ความเป็นสังคมเมือง ความสัมพันธ์ที่ยึดโยงแบบชุมชนนิยมก็จะเริ่มกลายเป็นลักษณะแบบ “ปัจเจกชน
นิยม” (individualism) มากขึ้น ผู้คนเร่ิมไม่รู้จักหน้าค่าตาหรือไม่มีรากและสายสัมพันธ์ทางสังคมใดๆ
ระหวา่ งกนั กลายเป็นสังคมท่ตี ่างคนต่างอยู่ (เทียบเคียงงา่ ยๆ กับการเปล่ยี นจาก “หมูบ่ า้ น” แบบดัง้ เดมิ
มาเปน็ “หมู่บา้ นจดั สรร” ในเมือง ทผ่ี ู้อาศัยต้นซอย กลางซอย และทา้ ยซอย อาจจะไมเ่ คยส่อื สารพดู คุย
หรอื ร้จู ักกนั แตอ่ ย่างใด แต่ละบา้ นกจ็ ัดสรรกรรมสิทธิเ์ หนอื ทดี่ นิ ของตน และกน้ั รว้ั รอบขอบชดิ เพ่อื บ่งบอก
เขตแดนของใครของมนั )
ในสังคมใหม่แบบ Gesellschaft นี้ การส่ือสารจะท�ำหน้าที่ทั้งด้านที่บ่งบอกหรือช้ีให้เห็นความ
เปลย่ี นแปลงไปสูส่ ายสัมพันธแ์ บบใหม่ (ดงั เช่นเพลงลูกทุ่งทเ่ี ปลี่ยนคำ� เรียกจาก “พี”่ และ “นอ้ ง” มาเป็น
เพลงสมยั นยิ มทใี่ ชส้ รรพนาม “ฉนั ” และ “เธอ” แทนตวั หญงิ ชาย หรอื เนอ้ื เพลงทส่ี ะทอ้ นบรรยากาศความ
แปลกแยกระหวา่ งคนกบั คน หรอื คนกบั สถาบนั ตา่ งๆ อย่างวลที ี่วา่ “เหมอื นเปน็ คนอืน่ ทเี่ ธอไม่เคยสนใจ”
หรือ “เพียงแค่ใจเรารักกัน...และเรามีเพียงงานวิวาห์เดียวดายภายใต้แสงจันทร์”) กับอีกด้านหนึ่งท่ีการ

