Page 22 - ความรู้เบื้องต้นการสื่อสารชุมชน
P. 22

4-12 ความร้เู บื้องต้นการสอื่ สารชุมชน
ทำ� หนา้ ทเี่ พยี งเปน็ กลไกอบรมสง่ั สอนหรอื สบื ทอดความรใู้ นวถิ กี ารเกษตรจากรนุ่ สรู่ นุ่ หรอื ในสายครวั เรอื น
ของตนเองเป็นพื้นฐานเท่าน้ัน เช่น ในครัวเรือนของชาวนา ปู่ย่าตายายจะสอนลูกหลานให้เรียนรู้วิถีการ
เพาะปลกู จับปลา เลีย้ งสตั ว์ และอน่ื ๆ ในขณะท่สี ือ่ บคุ คลอย่างพระ นกั บวช หมอผี หรอื ผู้น�ำภมู ปิ ัญญา
กจ็ ะปลกู ฝงั ความคดิ ความเชอื่ เรอื่ งการเคารพผอู้ าวโุ ส ความกตญั ญตู อ่ บพุ การี และการทำ� หนา้ ทขี่ องสมาชกิ
ครอบครวั ทแี่ ตกตา่ งกนั ไป

       แตกตา่ งจากกรณขี องชมุ ชนเมอื ง/อตุ สาหกรรม ทม่ี รี ะบบการแบง่ งานกนั ทำ� สงู มาก (division of
labour) และคนแตล่ ะคนก็จะมกี ารท�ำงานทีเ่ นน้ ความชำ� นาญเฉพาะด้าน (specialisation) อาทิ บางคน
ท�ำงานผลิตอาหาร บางคนผลิตเส้ือผ้าเคร่ืองนุ่งห่ม บางคนท�ำหน้าท่ีดูแลสาธารณูปโภคพ้ืนฐานของเมือง
ใหญ่ หรือแต่ละคนก็ประกอบอาชีพแตกต่างกันไปตามความถนัดหรือช�ำนาญของตนเอง (บรรยากาศท่ี
ชดั เจนของชุมชนแบบเมืองน้ี ปรากฏอยูใ่ นสถาบันการศึกษาและมหาวทิ ยาลัยตา่ งๆ ทีผ่ ู้เรียนจะศึกษากัน
ตามความช�ำนาญเฉพาะด้านเป็นคณะ เป็นแผนก หรอื เป็นสาขาวิชาที่ผลิตบุคลากรทชี่ �ำนชิ �ำนาญต่างกัน
ไป หรือในชุมชนโรงพยาบาลต่างๆ ที่บุคลากรการแพทย์แต่ละคนก็จะช�ำนาญรักษาโรคเฉพาะทางและ
เฉพาะอวยั วะทแี่ ตกตา่ งกนั ) เพราะฉะนน้ั ในชมุ ชนเมอื งอตุ สาหกรรมเชน่ นี้ ผคู้ นทใ่ี ชช้ วี ติ อยจู่ งึ จำ� เปน็ ตอ้ ง
พึง่ พาอาศยั กนั อย่างแนบแนน่ (interdependence) เพราะไมม่ ใี ครท่ีชำ� นาญหรือมีความรทู้ ีค่ รอบคลุมทุก
เรอ่ื งไดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ เชน่ หากคนในชมุ ชนเมอื งมปี ญั หาดา้ นกฎหมาย กต็ อ้ งไปปรกึ ษานติ กิ ร มปี ญั หาดา้ น
สขุ ภาพกจ็ ะไปปรกึ ษาแพทยเ์ ฉพาะทาง มปี ญั หาดา้ นสวสั ดภิ าพในชวี ติ กต็ อ้ งไปแจง้ ความทโี่ รงพกั มคี วาม
ประสงค์จะจับจ่ายซ้ือสินค้าก็ต้องไปตามซูเปอร์มาร์เก็ต (เพราะเขาไม่ใช่ผู้ผลิตอาหารและสินค้าอุปโภค
บริโภคด้วยตนเอง) เป็นต้น ในชุมชนเมืองอุตสาหกรรมนี้เองจึงมีรูปแบบสมานฉันท์เสมือนอวัยวะของ
ร่างกายที่ต้องยึดโยงกันเป็นหน่ึงเดียวที่เรียกว่า สมานฉันท์แบบอินทรีย์ ท่ีแนบแน่นกว่าชุมชนชาวนา
ดัง้ เดิม

       อย่างไรก็ดี เม่ือผู้คนท่ีเคยอาศัยอยู่ในสังคมเกษตรก้าวเข้ามารวมตัวกันเป็นชุมชนเมืองแบบใหม่
กไ็ มไ่ ด้แปลว่าสำ� นกึ ของพวกเขาจะเปลีย่ นแปลงไปอยา่ งฉบั พลนั ในแง่น้ี การสือ่ สารจะกลายมาเปน็ กลไก
ทางสังคมท่ีประสานให้เกิดสมานฉันท์แบบใหม่ๆ ขึ้นมา ดังตัวอย่างปัญหาจราจรในเมืองหลวง ซึ่งเป็น
ปัญหาใหม่ท่ีเกิดขึ้นและคนในเมืองต่างเผชิญหน้ากันปัญหาดังกล่าวร่วมกัน ดังน้ัน รายการวิทยุอย่าง
จส. 100 จงึ เกดิ ขน้ึ เพอื่ ใหค้ นแตล่ ะคนทไ่ี มเ่ คยรจู้ กั หนา้ คา่ ตากนั มากอ่ น แตม่ ปี ญั หาจราจรเฉกเชน่ เดยี วกนั
ได้มาแลกเปลยี่ นขอ้ มลู ข่าวสารหรอื ระบายทุกข์ร่วมกัน

       (2) 	ทัศนะต่อชุมชนของ แม็กซ์ เวเบอร์ ส�ำหรับเวเบอร์นั้น ความสนใจส่วนหน่ึงในแนวคิดของ
เขาอยู่ทก่ี ารทำ� ความเข้าใจธรรมชาตขิ อง “ความเป็นชุมชน” (communal) หรือการศกึ ษาความสัมพันธ์
ทางสังคม (social relationships) ที่ปัจเจกบุคคลหรือผูก้ ระท�ำการทางสงั คม (social actor) คนหนง่ึ ๆ
เกย่ี วโยงความสัมพนั ธ์ซ่ึงกันและกันกบั ปจั เจกบคุ คลคนอ่ืน

       ตวั อยา่ งเช่น ในความสัมพนั ธร์ ะหว่างชุมชนทใี่ กล้ชดิ กันอย่างเพื่อนบ้าน (neighbourhood) นนั้
สมาชิกบ้านใกล้เรือนเคียงต่างมักมีผลประโยชน์และความจ�ำเป็นบางอย่างที่ต้องพึ่งพิงและเกื้อกูลระหว่าง
กนั (mutual dependent) อาทิ การชว่ ยแรงเอาแรงหรอื ลงแขกในวถิ กี ารดำ� นาเกย่ี วขา้ วในหมชู่ าวนาดว้ ย
กัน ฯลฯ รูปแบบความช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันน้ี ท�ำให้ความสัมพันธ์ก่อเกิดเป็น “ชุมชนแห่ง
   17   18   19   20   21   22   23   24   25   26   27