Page 24 - ความรู้เบื้องต้นการสื่อสารชุมชน
P. 24

4-14 ความรเู้ บ้อื งต้นการสื่อสารชมุ ชน
ความสัมพันธ์ระหว่างอ�ำนาจและผลประโยชน์ของสมาชิกเกิดข้ึนบนความไม่เท่าเทียมกัน แต่จ�ำเป็นต้อง
พง่ึ พิงเกื้อกลู กัน ดงั นน้ั รูปแบบการกระท�ำและพฤตกิ รรมท่สี มาชิกต่างแสดงออกระหวา่ งกัน จึงมลี กั ษณะ
เฉพาะทแ่ี ตกตา่ งกนั ไปดว้ ย เชน่ ในสถาบนั กองทพั เมอื่ ทหารชน้ั ผนู้ อ้ ยไดม้ าพบเจอกบั นายทหารชน้ั ผใู้ หญ่
ผนู้ อ้ ยกต็ อ้ งแสดงวนั ทยาหตั ถเ์ พอ่ื สอ่ื สารความหมายเรอ่ื งการเคารพตอ่ ผบู้ งั คบั บญั ชา ในขณะทว่ี ตั รปฏบิ ตั ิ
ของทหารชั้นผู้ใหญ่ก็ต้องใช้วัจนภาษาและอวัจนภาษาบางอย่างว่า ตนรับรู้ต่อการแสดงความเคารพ
ดงั กลา่ วกลบั ไปดว้ ยเชน่ กัน

       (3)	ทัศนะต่อชุมชนของ คาร์ล มาร์กซ์ ในขณะที่นักทฤษฎีหน้าที่นิยมอย่างเดอร์ไคม์สนใจการ
ประสานความปรองดองและสายสัมพันธ์ของสมาชิกชุมชน มาร์กซ์กลับใช้จุดยืนแบบทฤษฎีวิพากษ์
(critical theory) มาวิเคราะหค์ วามขัดแยง้ และความไมเ่ ท่าเทียมกัน (conflict and inequality) ทีด่ �ำรง
อยู่ในชุมชนตา่ งๆ

       มารก์ ซส์ นใจศกึ ษาชนชน้ั ทางสงั คม (social classes) และอธบิ ายวา่ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งชนชนั้
เปน็ พน้ื ฐานที่ท�ำให้ “ชมุ ชน” แตล่ ะแห่งมคี ณุ ลักษณะแตกตา่ งกันออกไป กล่าวอีกนยั หนึ่ง เพราะชนชั้น
เกิดขึ้นจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (economic interests) ท่ีแตกต่างกันไประหว่างสมาชิกในแต่ละ
กลุ่ม การจัดการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจนั่นเองก็ท�ำให้หน้าตาของชุมชนในแต่ละช่วงเวลาทาง
ประวัติศาสตร์ (historical epochs) มีลกั ษณะเฉพาะแตกตา่ งกนั ไป

       ส�ำหรับในช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ยุคด้ังเดิมนั้น มาร์กซ์เห็นว่า ผู้คนมีแนวโน้มจะสังกัดอยู่ใน
ชมุ ชนของตนเอง และสินทรพั ยท์ ้งั หลายรอบตัวสมาชกิ ก็จะกระจายกรรมสิทธ์เิ ป็นของสมาชกิ ทกุ คนอย่าง
เทา่ เทยี มกนั เชน่ ในวถิ ชี มุ ชนแบบสงั คมเกษตร ทด่ี นิ ตา่ งๆ อาจมกี ารจดั แบง่ แบบหลวมๆ และผคู้ นสามารถ
เดนิ ทางไปมาหาสู่ จงู ววั ควายและปศสุ ตั วข์ า้ มเขตคนั นาไปมาหาสกู่ นั ได้ สว่ นในพน้ื ทส่ี าธารณะตา่ งๆ ของ
หมู่บ้านน้นั ทกุ คนกม็ สี ิทธเิ ข้าไปอาศัยท�ำมาหากินได้ (อาทิ เก็บของป่า ลา่ สัตว์ ท�ำประมงชายฝ่ัง) ตราบ
ใดทีส่ ินทรพั ยน์ น้ั ไม่ไดถ้ กู ละเมิดไปเปน็ ของบุคคลใดบคุ คลหนึ่ง

       อย่างไรก็ตาม เม่ือประวัติศาสตร์สังคมเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบทุนนิยม มาร์กซ์เห็นว่า ชุมชนแบบ
ใหมไ่ มเ่ พยี งแตส่ นิ ทรพั ยท์ ง้ั หลายจะเรมิ่ จดั สรรใหก้ ลายเปน็ กรรมสทิ ธส์ิ ว่ นบคุ คล (private property) มาก
ข้ึน (อาทิ ที่ดินท�ำกินถูกจับจองเป็นของนายทุน ผืนป่าและชายฝั่งทะเลถูกจัดสัมปทานให้กับเอกชนบาง
กลมุ่ ) แตผ่ คู้ นทเี่ ปลยี่ นผา่ นสรู่ ะบอบสงั คมใหมก่ ลบั ยงั มสี ายสมั พนั ธช์ มุ ชนทเี่ ปราะบางลง (dissolution of
communal ties) แตผ่ คู้ นเหลา่ นนั้ จะถกู ยดึ โยงเขา้ สรู่ ะบบตลาดแบบใหมท่ เี่ ตม็ ไปดว้ ยความผนั ผวนมากขนึ้

       ตวั อยา่ งเชน่ ในระบอบทนุ นยิ มนน้ั เมอ่ื ทดี่ นิ ทำ� กนิ ซง่ึ เปน็ ปจั จยั การผลติ ถกู พรากไปเปน็ กรรมสทิ ธ์ิ
ของนายทุน ผู้คนท่ีอยู่ในชุมชนเดิมก็จะเปล่ียนสภาพกลายเป็น “แรงงาน” หรือ “กรรมกร” ในระบบ
เศรษฐกิจ และท่ีส�ำคัญ ผู้คนในระบบจะเริ่มแยกขาดกันระหว่างกลุ่มที่เป็น “ผู้ผลิตวัตถุ/สินค้า” (อาทิ
เกษตรกร ชาวนา แรงงานในโรงงานอตุ สาหกรรม) กล่มุ ทีเ่ ปน็ “ผ้แู พรก่ ระจายวัตถุ/สินคา้ ” (อาทิ พ่อค้า
คนกลาง เจา้ ของตลาด สายส่งสินค้า) และกลุ่มทีเ่ ปน็ “ผู้บริโภควตั ถุ/สินค้า” (อาทิ ผูก้ ิน ผูซ้ ื้อ ผู้คนท่ี
จับจ่ายใช้สอย) โดยที่ความสัมพันธ์ระหว่างคนท้ังสามกลุ่มจะอยู่ในสภาวะแปลกแยก (alienation) และ
อาจไม่รู้จักหน้าค่าตาหรือไม่มีสายสัมพันธ์ระหว่างกันแต่อย่างใด ทั้งน้ี บนความสัมพันธ์อันแปลกแยก
   19   20   21   22   23   24   25   26   27   28   29