Page 28 - ความรู้เบื้องต้นการสื่อสารชุมชน
P. 28

4-18 ความรู้เบ้ืองต้นการสือ่ สารชุมชน
       จากแนวทางการศกึ ษาชมุ ชนเชงิ สญั ลกั ษณท์ ไี่ ดอ้ ธบิ ายมา ผเู้ ขยี นจะขอยกตวั อยา่ งทศั นะของกลมุ่

นกั วชิ าการทเ่ี ดน่ ๆ และสนใจเลอื กชมุ ชนเปน็ วตั ถดุ บิ หลกั ในการศกึ ษาตามแนวทางดงั กลา่ ว ซง่ึ ในทน่ี ก้ี ค็ อื
ทัศนะต่อชุมชนของนักวิชาการส�ำนักชิคาโก (Chicago School) อันเป็นกลุ่มนักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน
ท่ีมารวมตวั กนั ขน้ึ ในยุคราวทศวรรษที่ 1920-1930 และมอี ิทธิพลทางความคดิ ในการศกึ ษาชุมชนตอ่ เนื่อง
มาจนถึงปจั จุบนั

       สำ� นกั ชคิ าโกไดพ้ ฒั นาแนวคดิ หลกั ขน้ึ มาในชอ่ื วา่ “ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์” (symbolic
interactionism) ซ่งึ เป็นทฤษฎีท่ีสนใจ “ปฏสิ ัมพันธ์” หรอื “การกระทำ� ระหว่างกัน” (interaction) กับ
“ระบบสญั ลกั ษณ”์ (symbol) นกั ทฤษฎสี งั คมกลมุ่ นม้ี ขี อ้ สรปุ เบอ้ื งตน้ วา่ “ปฏสิ มั พนั ธท์ างสงั คม” (social
interaction) กับ “ปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์” (symbolic interaction) เป็นสองส่วนท่ีมีความสัมพันธ์
กนั อย่างแนบแน่น

       ทงั้ นี้ คำ� วา่ “ปฏสิ มั พนั ธท์ างสงั คม” หมายถงึ การกระทำ� และการสอ่ื สารของปจั เจกบคุ คลทม่ี อี ยา่ ง
ใดอยา่ งหนงึ่ ตอ่ ความคดิ หรอื การกระทำ� ของบคุ คลอกี คนหนงึ่ ไมว่ า่ การกระทำ� และการสอ่ื สารนน้ั จะเปน็ ไป
ในทิศทางเดียว (one-way) เช่น นักจัดรายการวิทยุก�ำลังพูดสื่อสารออกอากาศกับผู้ฟังทางบ้าน หรือ
ผใู้ หญล่ ตี กี ลองเรยี กประชมุ ชาวบา้ นเพอ่ื รบั ฟงั นโยบายเลยี้ งเปด็ และสกุ รจากทางราชการ ฯลฯ หรอื เปน็ การ
กระทำ� และการสอ่ื สารระหวา่ งบคุ คลสองฝา่ ย (two-way) เชน่ การสอ่ื สารแบบ “จบั เขา่ คยุ กนั ” หรอื “เลา่
สู่กันฟัง” ระหวา่ งผูส้ ่ือสารทม่ี ากกวา่ สองคนข้ึนไป ฯลฯ

       ภายใตป้ ฏสิ มั พนั ธท์ างสงั คมดงั กลา่ ว มนษุ ยจ์ ะมกี ารสรา้ งและใชส้ ญั ลกั ษณ์ (symbol) เพอ่ื สอื่ สาร
ความหมายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ท้ังที่เป็นวัจนภาษา (อาทิ ภาษาพูด ภาษาเขียน ตัวอักษร ฯลฯ) และ
อวัจนภาษา (อาทิ สีหน้า ทา่ ทาง นำ้� เสยี ง ลลี า อากัปกริ ิยา ฯลฯ) ดว้ ยเหตนุ ี้ เมอื่ มนุษย์มาอยูร่ วมตัวกนั
เป็นชุมชน ปฏิสมั พันธ์ของคนในชมุ ชนนัน้ ๆ จึงกระท�ำผา่ นระบบสญั ลกั ษณ์ด้วยเชน่ กนั ตัวอย่างเช่น ใน
ชมุ ชนของคนพกิ ารทางการไดย้ นิ (อาทิ ในโรงเรยี นสอนคนหหู นวก หรอื ในบรบิ ทการสอ่ื สารผา่ นสอื่ มวลชน
และสอื่ ใหม)่ คนหหู นวกกจ็ ะสรา้ งขอ้ ตกลงเชงิ สญั ลกั ษณบ์ างอยา่ งใหส้ อ่ื สารเขา้ ใจกนั อาทิ การใชภ้ าษามอื
และการใชส้ หี นา้ ทา่ ทางเพอื่ สนทนากนั แบบเหน็ หนา้ คา่ ตา การใชล้ า่ มภาษามอื เพอ่ื แปลเนอื้ หาขา่ วสารทาง
โทรทัศน์ การต้ังกลุ่มชุมชนเฟซบุ๊กเพื่อสื่อสารในกลุ่มคนหูหนวกด้วยกันผ่านภาษามือ ตัวอักษร ภาษา
ภาพนิ่ง และภาษาภาพเคลอื่ นไหวต่างๆ เป็นตน้

       นอกจากการท�ำความเข้าใจเรื่องปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ท่ีอธิบาย
มาแลว้ สำ� นกั ชคิ าโกยงั ใหค้ วามสนใจเปน็ พเิ ศษกบั การศกึ ษาวจิ ยั สงั คมเมอื ง (urban society) และระเบยี บ
วธิ วี จิ ยั ทสี่ ำ� นกั นเ้ี ลอื กใชเ้ ปน็ แบบฉบบั หลกั กค็ อื ชาตพิ นั ธว์ุ รรณนา (ethnography) ซงึ่ หมายถงึ เครอ่ื งมอื
วิจัยท่ีผู้วิจัยได้เข้าไปศึกษาคลุกคลีในสภาพแวดล้อมจริงของกลุ่มคนในชุมชนต่างๆ ที่ศึกษา เพ่ือสังเกต
พฤติกรรมของผู้คน ประเมินการกระท�ำของคนเหล่าน้ัน และเขียนพรรณนาชุมชนและปฏิสัมพันธ์ต่างๆ
ของคนในชุมชนออกมา

       จากแนวคดิ และวธิ วี ทิ ยาของสำ� นกั ชคิ าโกดงั กลา่ ว ขอ้ สรปุ ของนกั วชิ าการสำ� นกั นต้ี อ่ ชมุ ชนจงึ เหน็ วา่
ชมุ ชนในฐานะระบบสงั คมหนงึ่ ๆ มกั ประกอบไปดว้ ยตาขา่ ยแหง่ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคนกบั คน (network
of interaction) ทม่ี มี ากมายหลายเสน้ เช่น ความสัมพนั ธร์ ะหว่าง พอ่ -แม่-ลูก ผ้ใู หญ่-ผู้น้อย ครู-ศษิ ย์
   23   24   25   26   27   28   29   30   31   32   33