Page 31 - ความรู้เบื้องต้นการสื่อสารชุมชน
P. 31

แนวคิดวา่ ดว้ ยชมุ ชน และความสัมพันธ์ของการสือ่ สารกับการพัฒนาชมุ ชน 4-21

เร่ืองที่ 4.1.3
ทฤษฎีสังคมยุคปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ว่าด้วยการศึกษาชุมชน

       จนเขา้ สูย่ คุ หลังของคริสตศ์ ตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ทฤษฎีว่าดว้ ย “ชมุ ชนศึกษา” (community
studies) ได้พัฒนาไปในอีกระลอกหน่ึง โดยมีเง่ือนไขตัวแปรส�ำคัญท่ีท�ำให้เกิดความเปล่ียนแปลงใน
แนวคิดและแนวทางการศึกษาชุมชน ดังน้ี

       (1)	การต้ังค�ำถามต่อวิธีคิดแบบคู่ตรงกันข้าม จากการกอ่ ตวั ของทฤษฎสี งั คมวา่ ดว้ ยชมุ ชนในยคุ
แรกๆ นน้ั นกั ทฤษฎมี แี นวโนม้ จะใชว้ ธิ คี ดิ แบบคตู่ รงกนั ขา้ ม (binary opposition) มาอธบิ ายชมุ ชนตา่ งๆ
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ อทิ ธพิ ลจากนกั วชิ าการชาวเยอรมนั อยา่ งเฟอรด์ นิ านด์ ทอนนสี ์ (Ferdinand Tonnies)
ท่จี ำ� แนกความแตกต่างของชุมชนออกเปน็ 2 กลุ่มคอื ชมุ ชนแบบชนบท หรือ Gemeinschaft กบั ชมุ ชน
เมอื ง หรือ Gesellschaft (ดงั ที่ได้อธบิ ายรายละเอยี ดมาแล้วในเรือ่ งท่ี 4.1.1)

       ดว้ ยวธิ คี ดิ ทจี่ �ำแนกชมุ ชนแบบชนบทกับเมอื งออกจากกนั ดงั กลา่ ว แนวโนม้ ของการศกึ ษามกั เชอ่ื
ดว้ ยวา่ เมอื่ ความเปน็ ชนบทกบั ความเปน็ เมอื งมาเผชญิ หนา้ กนั กม็ กั จะเกดิ การครอบง�ำระหวา่ งกนั กลา่ ว
คือ ความเป็นเมือง (อันรวมถึงความทันสมัย ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ความเป็นอุตสาหกรรม
ฯลฯ) จะมพี ลงั ในการครอบงำ� และเซาะกรอ่ นใหค้ วามเปน็ ชนบท (อนั รวมถงึ ความเปน็ สงั คมประเพณี ความ
เปน็ ทอ้ งถนิ่ ความเปน็ วิถีเกษตรกรรม ฯลฯ) ตอ้ งมีอันล่มสลายไปในท่สี ุด ดังเช่นกรณีทีเ่ กดิ ขน้ึ ในชว่ งยคุ
ปฏิวตั ิเขียว (The Green Revolution) อนั เปน็ การปฏวิ ัติเปลย่ี นแปลงโฉมหนา้ ของวถิ ีการเกษตรทั่วโลก
ต้ังแตก่ ลางครสิ ต์ศตวรรษที่ 20 จากเกษตรกรรมแบบด้งั เดิมมาส่กู ารใชเ้ ทคโนโลยเี คร่ืองจักรสมัยใหม่ ผล
พวงดงั กล่าวท�ำให้ในประเทศไทย บรรดา “ควายเหลก็ ” หรอื เคร่ืองจักร รถไถนา รถเกยี่ วขา้ ว ได้เขา้ มา
ท�ำหน้าทแี่ ทน “ควายเนื้อ” ในระบบเกษตรกรรมแบบเดมิ แต่กระน้นั แมเ้ ทคโนโลยีจะเจรญิ ก้าวหนา้ ขึ้น
แต่สายสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับธรรมชาติและส่ิงเหนือธรรมชาติ ก็มีอันค่อยๆ สูญ
สลายหายไป เช่น ชาวนาเร่ิมเป็นหน้ีเป็นสินจากการซื้อรถไถนาและจ่ายค่าซ่อมบ�ำรุงอุปกรณ์ต่างๆ
เกษตรกรไมส่ ามารถใชภ้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ในการทำ� ไรท่ ำ� นาไดแ้ ตก่ ลบั ตอ้ งพง่ึ พงิ องคค์ วามรเู้ รอ่ื งเครอื่ งจกั ร
จากคนภายนอกแทน และส่ือประเพณีความเช่ืออย่างการท�ำขวัญข้าวและขวัญควายก็หดหายไป (เพราะ
ไม่มี “ควายเนอื้ ” หลงเหลือใหส้ ืบทอด) เป็นต้น

       อย่างไรกด็ ี ทัศนะเรือ่ งการล่มสลายของชุมชนด้งั เดิมและวิธอี ธิบายชุมชนแบบค่ตู รงกันขา้ มเช่นนี้
ภายหลงั ได้ถูกวิจารณ์ว่า เปน็ ทัศนะแบบสุดขั้วและง่ายเกนิ ไป (Day, 2007: 11) แมด้ า้ นหนงึ่ เราอาจจะ
เห็นประจักษ์พยานท่ีชุมชนดั้งเดิมถูกคุกคามจากความทันสมัยภายนอก หรือแม้แต่การท่ีสื่อมวลชนสมัย
ใหม่เริ่มเข้ามาแทนท่ีสื่อประเพณีพ้ืนบ้านในหลายๆ ท้องถิ่น (เช่น กรณีท่ีคนรุ่นใหม่สนใจดูหนังในโรง
ภาพยนตร์หรือดูโทรทัศน์ท่ีบ้าน มากกว่าจะเลือกเสพสื่อพื้นบ้านอย่างหนังตะลุงท้องถิ่นและชมลิเกแบบ
ด้ังเดิม) แต่ในอีกด้านหน่ึง เม่ือความเป็นชนบทกับความเป็นเมืองมาปะทะประสานกัน เราก็อาจจะเห็น
ภาพการต่อสูเ้ พื่อการด�ำรงอยู่ของวฒั นธรรมชุมชนท้องถิน่ ทีแ่ ตกต่างกันไปหลายดา้ น
   26   27   28   29   30   31   32   33   34   35   36