Page 35 - ความรู้เบื้องต้นการสื่อสารชุมชน
P. 35
แนวคดิ ว่าดว้ ยชมุ ชน และความสมั พันธ์ของการสื่อสารกบั การพฒั นาชุมชน 4-25
วัฒนธรรมไม่ใช่แค่เพียงภาพสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองของสังคมและชุมชนเท่าน้ัน หากแต่
วฒั นธรรมและจิตส�ำนกึ เองก็มอี ทิ ธิพลตอ่ ความเปลย่ี นแปลงของสังคมและชุมชนตา่ งๆ ดว้ ยเชน่ กัน
ผู้ที่สานตอ่ แนวคิดของกรัมชีนี้ และเปน็ หน่ึงในนกั คิดหลกั ของสำ� นกั วฒั นธรรมนยิ มในยคุ ถดั มาก็
คอื นกั วิชาการชาวองั กฤษช่ือ เรย์มอนด์ วิลเลียมส์ (Raymond Williams) เน่อื งจากวิลเลียมสเ์ ล็งเหน็
ความส�ำคัญของ “วัฒนธรรม” (culture) เขาจึงเช่ือว่า วัฒนธรรมเป็นกลไกที่ท�ำหน้าที่เป็นตัวส่ือกลาง
(mediator) ในการพฒั นา “การดำ� รงอย”ู่ (social being) ของคนคนหนงึ่ ใหก้ ลายเปน็ มนษุ ยท์ มี่ ี “จติ สำ� นกึ
ทางสังคม” (social consciousness) ด้วยเหตุน้ี ลกั ษณะวัฒนธรรมของแตล่ ะสงั คมจงึ ข้ึนอยู่กบั บริบทของ
สภาพความเปน็ จริงของสงั คมนน้ั ๆ (กาญจนา แก้วเทพ, 2545: 211-212)
ตัวอย่างเช่น กรณชี มุ ชนเกษตรกรรมของไทย เป็นชุมชนท่ี “วัฒนธรรมข้าว” และ “วัฒนธรรม
การท�ำนา” ก่อตัวข้ึนมาจากสภาพความเป็นจริงที่แวดล้อมคนในชุมชนน้ีอยู่ ดังนั้น ชาวนาไทยจึงมีการ
สร้างภาษาหรือส�ำนวนภาษิตที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมดังกล่าวข้ึนมามากมาย อาทิ “ข้าวปลาอาหาร”
“หว่านพืชหวงั ผล” “ทำ� นาบนหลังคน” “ต�ำข้าวสารกรอกหมอ้ ” “ก้นหม้อขา้ วไมท่ ันดำ� ” “ซอ้ื ววั หนา้ นา
ซอื้ ปลาหนา้ หนาว” ฯลฯ ภายใตส้ ภาพแวดลอ้ มเชน่ น้ี การรบั รแู้ ละจติ ส�ำนกึ ของชาวนากจ็ ะเกย่ี วโยงกบั วถิ ี
การทำ� นา การปลกู ขา้ ว ฤดกู าลเกยี่ วกบั การเกษตร การเลยี้ งววั ควาย ฯลฯ เดก็ ๆ รนุ่ หลงั ทเ่ี กดิ มาในชมุ ชน
นก้ี จ็ ะถกู หลอ่ หลอมผา่ นตวั กลางวฒั นธรรมดงั กลา่ ว และสรา้ งใหพ้ วกเขากลายเปน็ ชาวนาทม่ี จี ติ สำ� นกึ ทาง
สังคมในลกั ษณะดงั กล่าวด้วยเช่นกัน
นอกจากน้ี วิลเลยี มสย์ ังใหค้ �ำอธิบายเพ่ิมเตมิ ว่า วฒั นธรรมเป็น “ปฏิบัตกิ ารทางสังคม” (social
practice) ทก่ี อ่ ตวั มาจากสภาพความเปน็ จรงิ ของแตล่ ะสงั คม เชน่ สำ� หรบั ชมุ ชนชาวนานน้ั นอกจากสำ� นวน
ภาษาทกี่ ล่าวมาขา้ งต้นแลว้ ผู้คนจะกอ่ รปู จิตสำ� นึกชาวนาผา่ นปฏบิ ัติการทางสังคมแบบอื่นๆ อกี มากมาย
ไมว่ า่ จะเปน็ ส่อื ประเพณี พธิ ีกรรมความเชื่อ การนับถือผี การขบั ล�ำ/รอ้ งเพลงพน้ื บ้าน การเล่านิทาน ฯลฯ
ซง่ึ วถิ ปี ฏบิ ัตเิ หลา่ นีก้ ็จะแตกต่างไปจากท่ปี รากฏอย่ใู นปฏบิ ัติการสรา้ งจิตส�ำนกึ ทางสังคมของชมุ ชนชาวเล
หรอื ชมุ ชนชาวประมง เปน็ ตน้
ในขณะเดียวกัน วัฒนธรรมในฐานะปฏิบัติการทางสังคมต่างๆ มักไม่ใช่สิ่งที่ตายไปแล้ว (dead
experiences) แต่ต้องเป็นส่ิงที่เกิดข้ึนกับผู้คนท่ีก�ำลังใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบัน (lived experiences)
ด้วยเหตุน้ี วิธีการศึกษาของส�ำนักวัฒนธรรมนิยมจึงไม่เพียงแค่ “วิเคราะห์ตัวบท” (textual analysis)
ผ่านเนอ้ื หาที่อย่ใู นการส่ือสารของคนในชุมชนหนึ่งๆ เทา่ นัน้ หากแตต่ อ้ งเก่ียวโยงกับการวิเคราะห์บริบท
(contextual analysis) ของชมุ ชนน้นั ด้วยว่า ความหมายท่ีผคู้ นสอ่ื สารกันอยนู่ ั้นมีความเกยี่ วพนั ยึดโยง
อย่กู ับสภาพแวดล้อมความเป็นจรงิ ของชมุ ชนอย่างไร
ตวั อยา่ งเช่น ในยุคแรกๆ ของการกอ่ กำ� เนดิ เพลงลกู ท่งุ นกั แต่งเพลงมักสอื่ สารเนื้อหาท่ีเนน้ การ
ชนื่ ชมความงดงามของชนบท อาทิ บทเพลง มนตร์ กั ลกู ทงุ่ ทร่ี อ้ งวา่ “หอมเอยหอมดอกกระถนิ รวยระรนิ
เคลา้ กล่ินกองฟาง เหด็ ตบั เต่าข้ึนอยู่รมิ เถายา่ นาง มองเหน็ บวั สล้างลอยปรมิ่ ริมบึง...” ฯลฯ ทง้ั นก้ี ็เพราะ
สภาพแวดลอ้ มของวฒั นธรรมชาวนาทย่ี งั คงดำ� รงอยอู่ ยา่ งเขม้ ขน้ ในชมุ ชนชนบทยคุ นนั้ นนั่ เอง แตพ่ อในยคุ
ถัดมา เพราะบริบทของชุมชนชาวนามีความเปลี่ยนแปลง ด้วยแรงบีบคั้นของ “กระบวนการท�ำให้กลาย
เป็นเมือง” (urbanisation) จากภายนอก ท�ำให้ลูกหลานชาวนารุ่นหลังเริ่มละทิ้งถิ่นฐานไปเผชิญชะตา

