Page 40 - ความรู้เบื้องต้นการสื่อสารชุมชน
P. 40

4-30 ความร้เู บื้องต้นการสอื่ สารชมุ ชน
       สว่ นในระดบั การวเิ คราะหท์ ่ีลกึ ลงไปกวา่ นัน้ ฟูโกต์ได้อธบิ ายว่า การสื่อสารกับอ�ำนาจมักปรากฏ

อยใู่ นกระบวนการ “การกอ่ รปู ของวาทกรรม” (discursive formation) อนั หมายถงึ ระบบของกฎเกณฑ์
ทีไ่ มไ่ ด้เขยี นออกมาให้เห็น แตส่ ามารถจะกำ� หนดสิ่งท่ถี กู เขียน ถกู กระท�ำ  หรือแม้กระทง่ั จะถกู คดิ ได้ ดงั
นั้น คนเราจึงสามารถจะพูด/เขียน/กระท�ำ/คิดได้เท่าที่ระเบียบกฎเกณฑ์ดังกล่าวอนุญาตให้เท่าน้ัน
(กาญจนา แก้วเทพ, 2557: 5-55) เพราะฉะน้ัน ค�ำถามหลักของการวิเคราะห์วาทกรรมจึงอยู่ท่ีการต้ัง
ค�ำถามวา่ ภาษาตา่ งๆ ท่มี นษุ ยเ์ ราส่อื สารออกมาน้นั ถูกใชอ้ ยา่ งไร (ทง้ั การพูด การเขียน การแสดงออก
วจั นภาษาและอวจั นภาษาใดๆ) และการใชภ้ าษาดงั กลา่ วเกยี่ วขอ้ งกบั การสถาปนา/ธำ� รงรกั ษา/ตอ่ สตู้ อ่ กร/
ตอ่ รองกบั อ�ำนาจของสถาบันต่างๆ อยา่ งไร

       ตัวอย่างการศึกษาถึงการก่อรูปและปฏิบัติการของวาทการมและอ�ำนาจท่ีน่าสนใจน้ี อยู่ในงาน
ศกึ ษาของสมหมาย ชนิ นาค (2547) ทว่ี เิ คราะหว์ าทกรรมการตอ่ ตา้ นอำ� นาจรฐั ของกลมุ่ ชาตพิ นั ธไ์ุ ทย-ลาว
ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี สมหมายเริ่มต้นตีความว่า “เข่ือนปาก
มูล” ทีเ่ ริ่มก่อสรา้ งขึน้ ตง้ั แต่ปี พ.ศ. 2534 น้นั แท้จรงิ แล้วเป็นประดษิ ฐกรรมจากวาทกรรมการพฒั นาของ
รัฐในยุคทีเ่ นน้ นโยบายพัฒนาประเทศไทยใหม้ ุง่ สู่ภาคธรุ กจิ อุตสาหกรรมเป็นสำ� คัญ

       ท้ังน้ี เมื่อตรวจสอบกลับในอดีตของ “แม่น้�ำมูล” ชาวบ้านที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาวซ่ึงตั้ง
ถนิ่ ฐานแถบเมอื งอบุ ลราชธานี จะเรยี กและเขยี นชอื่ แมน่ �้ำสายนว้ี า่ “แมม่ นู ” แมค้ ำ� วา่ “มลู ” กบั “มนู ” จะ
อา่ นพอ้ งเสยี ง แตต่ วั สะกดลงทา้ ย “ล” กบั “น” กเ็ กดิ จากภาคปฏบิ ตั กิ ารของการตอ่ สทู้ างวาทกรรมแตล่ ะ
ชดุ และมสี ่ิงท่ีเรียกว่า “อำ� นาจ” แฝงฝังอย่ขู า้ งหลัง

       ในส่วนของชาวบ้านน้ัน ค�ำว่า “มูน” ในภาษาอีสาน หมายถึง “มรดก” ท่ีสืบต่อกันมา ดังน้ัน
เมอ่ื รฐั ต้องการสร้างความชอบธรรมของการผกู ขาดการนิยามความหมายใหท้ รพั ยากรธรรมชาติ (ซง่ึ ในที่
น้ีคือ แม่น�้ำ) ว่าเป็นวัตถุและเป็นของรัฐ การสถาปนาค�ำว่า “แม่น�้ำมูล” ข้ึนมาแทนท่ี “แม่น�้ำมูน” จึง
เท่ากับมีอ�ำนาจและองค์ความรู้ของรัฐแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง และหากผู้คนส่วนใหญ่เลือกใช้ค�ำว่า “แม่น�้ำ
มูล” กย็ ่อมแปลว่า ยอมรับอ�ำนาจและองคค์ วามรขู้ องรฐั ในการสรา้ ง “เข่ือนปากมลู ” นนั่ เอง

       ดว้ ยเหตนุ ้ี กลยทุ ธห์ นง่ึ ทชี่ าวชมุ ชนทอ้ งถนิ่ ทไ่ี ดร้ บั ผลกระทบจากการสรา้ ง “เขอื่ นปากมลู ” เลอื ก
ใชต้ อบโตว้ าทกรรมการพฒั นาของรฐั กค็ อื การยอ้ นกลบั ไปใชค้ ำ� เรยี กและการเขยี นคำ� วา่ “แมน่ ำ้� มนู ” แบบ
ดง้ั เดมิ (เชน่ คำ� เรยี ก “ปากมนู ” ทป่ี รากฏใน “งานวจิ ยั ไทบา้ น” อนั เปน็ งานวจิ ยั ทดี่ ำ� เนนิ การโดยชาวบา้ น
ซง่ึ อาจมจี ารตี เครอ่ื งมอื วจิ ยั และเปา้ หมายของการศกึ ษาทตี่ า่ งออกไปจากงานวจิ ยั ของสว่ นกลาง) เพอ่ื บง่
บอกการยอมรับในอ�ำนาจและองค์ความรู้ของชุมชนท้องถิ่นที่จะเข้าไปจัดการทรัพยากรแม่น้�ำของตนได้
อย่างชอบธรรม

       จากแนวคิดและตวั อย่างกรณีศกึ ษาวาทกรรมและการตอ่ สูเ้ ชงิ อ�ำนาจทีก่ ล่าวมา มคี ณุ ปู การอยา่ ง
ยิ่งต่อ “ชุมชนศึกษา” ดังท่ี อานันท์ กาญจนพันธุ์ (2544: 50-51) ได้สรุปว่า การศึกษาชุมชนเชิงวาท
กรรม เป็นการหันมาให้ความส�ำคัญกับมุมมองด้านความรู้และอ�ำนาจของชุมชนอย่างแท้จริง จากท่ีเคย
เป็นแง่มุมท่ีถูกละเลยมองข้ามมาโดยตลอด ท้ังน้ีเพราะที่ผ่านมา วงวิชาการจะมุ่งเน้นอยู่แต่ความรู้ที่เป็น
ทางการแบบวทิ ยาศาสตรเ์ พยี งอยา่ งเดยี ว โดยทกึ ทกั เอาวา่ มคี วามเปน็ กลางมากกวา่ ความรแู้ บบอนื่ ๆ (เชน่
ความรู้ของชาวบ้าน) ท้ังๆ ที่ความรู้แบบวิชาการน้ันก็ซ่อนนัยและคุณค่าไว้เสมอ ความรู้แบบวิชาการจะ
   35   36   37   38   39   40   41   42   43   44   45