Page 36 - ความรู้เบื้องต้นการสื่อสารชุมชน
P. 36
4-26 ความรู้เบื้องต้นการส่ือสารชมุ ชน
กรรมในเมืองใหญ่ เน้ือหาหรือตัวบทของเพลงลูกทุ่งก็จะเร่ิมส่ือสารให้เห็นถึงแรงบีบคั้นดังกล่าวมากข้ึน
อาทิ บทเพลง คุณนายโรงแรม ที่รอ้ งว่า “กอ่ นอยู่บา้ นนาเขาเรยี กกันว่าอีกลอย มาอยู่กรงุ เทพฯ มีผวั นาย
รอ้ ย เปลย่ี นจากกลอยมาเปน็ แรมจนั ทร์ แรมจนั ทรแ์ รมใจดดี ไี ปตวั ใครตวั มนั ซอื่ เกนิ ไปถงึ ไลไ่ มท่ นั ชำ�้ ชา่ ง
มนั นกึ ว่าฝนั เลยไป...” หรือบทเพลง นักรอ้ งบ้านนอก ทร่ี อ้ งว่า “กอ่ นจากบ้านมาเพือ่ นมนั วา่ ใหช้ ำ�้ ทรวง
ไปเป็นนักร้องให้เขาล้วง มันเจ็บในทรวงไม่หาย ไม่เด่นไม่ดังจะไม่หันหลังกลับไป ทุกวันคืนนอนร้องไห้
อีกเมื่อไรจะโชคด.ี ..” เป็นตน้
อย่างไรก็ดี แนวคิดส�ำคัญอีกประการของวิลเลียมส์ก็คือ การวิเคราะห์ถึงกระบวนการผลิตและ
ผลิตซ้�ำเพ่ือสืบทอดวัฒนธรรม (production and reproduction of culture) ซึง่ ดำ� รงอย่ใู นชมุ ชนหน่ึงๆ
โดยคำ� ถามหลกั ของแนวคดิ นกี้ ค็ อื การศกึ ษาวา่ วฒั นธรรมของชมุ ชนนนั้ ผลติ ขนึ้ มาไดอ้ ยา่ งไร ใครมอี ำ� นาจ
ผลติ /สบื ทอด/ปรบั เปลยี่ นวฒั นธรรมและคณุ คา่ ความหมายนน้ั และมกี ลวธิ หี รอื ปฏบิ ตั กิ ารทางสงั คมในการ
ผลิตวัฒนธรรมนนั้ ๆ อยา่ งไร
ตัวอยา่ งเชน่ ในงานวจิ ัยของศดานนั ท์ แคนยุกต์ (2552) ทศี่ กึ ษาเร่ืองการสื่อสารกบั การสบื ทอด
และการปรับตัวของส่ือประเพณีการตีโพน ท่ีชุมชนบ้านไสหมาก จังหวัดพัทลุง ศดานันท์พบว่า ในยุค
ด้ังเดิมนั้น พื้นที่การส่ือสารของการตีโพนมักเกิดข้ึนเฉพาะในวาระโอกาสส�ำคัญของงานประเพณีท้องถิ่น
โดยผู้ตีโพนจะเป็นพระสงฆ์กับฆราวาสร่วมกัน และผู้ชมก็คือคนในชุมชนกันเอง การตีโพนจะเน้นการ
แข่งขนั ประชันกันระหวา่ งชมุ ชนตา่ งๆ เพ่อื ลับฝมี ือและสร้างความผูกพนั สามัคคกี ันระหวา่ งท้องถ่ิน โดยมี
พน้ื ทล่ี านวดั เปน็ เวทปี ระชนั กนั และรางวลั ทไี่ ดร้ บั กอ็ าจจะเปน็ พระเครอ่ื งหรอื ของใชใ้ นชวี ติ ประจำ� วนั ทวั่ ไป
(เช่น เสื้อผ้า ถว้ ยชาม)
แต่เมื่อเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและการเข้ามาขององค์กรท่องเที่ยวจากภายนอกชุมชน
อ�ำนาจการผลิตและผลิตซ�้ำเพื่อสืบทอดประเพณีตีโพนเร่ิมมีผลประโยชน์ทางธุรกิจเข้ามาก�ำหนด ผู้ตีโพน
กจ็ ะเรมิ่ เปลย่ี นไปเนน้ เฉพาะฆราวาสเพยี งอยา่ งเดยี ว โดยทผ่ี ชู้ มเองกม็ กี ลมุ่ นกั ทอ่ งเทยี่ วจากภายนอกเปน็
กลมุ่ เปา้ หมายหลักมากขึน้ สถานท่ตี ีโพนกย็ ้ายจากวดั มาท่หี น้าศาลากลาง สว่ นเปา้ หมายของการตโี พนก็
เน้นการแข่งขันเพ่ือหวังถ้วยและเงินรางวัล อันเป็นการบิดเบือนคุณค่าความหมายให้เป็นการแสดงเพ่ือ
ต้อนรบั นกั ทอ่ งเทยี่ ว และเปลยี่ นจากเดมิ ทเ่ี นน้ ความผกู พันสามคั คี ไปสูก่ ารแขง่ ขนั แบบแพ้ชนะ ซ่ึงทำ� ให้
เกิดความขัดแย้งระหวา่ งชุมชนในท่สี ดุ
อย่างไรกต็ าม ตอ่ มาภายหลงั เมื่อชมุ ชนเริม่ ตง้ั ค�ำถามวพิ ากษว์ ิจารณว์ า่ การปรับเปล่ียนประเพณี
ตีโพนให้เป็นไปตามเป้าหมายของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากภายนอก ท�ำให้คุณค่าความหมายของ
วฒั นธรรมชมุ ชนที่มามายาวนานนั้นถกู ท�ำลายลงไป ชาวบา้ นจงึ เลือกต่อรองใหว้ ัด พระสงฆ์ และสถาบนั
ศาสนาไดก้ ลบั เขา้ มามบี ทบาทในการสบื ทอดประเพณตี โี พน เชน่ การยงั คงรกั ษามติ ดิ า้ นความเปน็ “มงคล”
ของโพนเอาไว้ทา่ มกลางการขยายมติ ิด้านพ้ืนที่ของการตีโพนใหก้ ว้างขวางออกไป และการพยายามปลูก
ฝังคุณค่าเร่อื งความผูกพันและสามัคคีใหก้ ับคนรนุ่ หลงั ทเ่ี ป็นเจ้าของวฒั นธรรมการตโี พน เป็นตน้
(2) แนวคดิ การสรา้ งพนื้ ทส่ี าธารณะของชมุ ชน แมจ้ ะไมใ่ ชแ่ นวคดิ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั “ชมุ ชนศกึ ษา”
โดยตรง แต่แนวคิดเรื่องพ้ืนท่ีสาธารณะ (public sphere) ก็มักถูกหยิบยกขึ้นมาในการศึกษาวิเคราะห์
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งการสอื่ สารกบั ชุมชนในงานวจิ ยั ยุคหลงั ๆ อยา่ งต่อเน่ือง

