Page 41 - ความรู้เบื้องต้นการสื่อสารชุมชน
P. 41

แนวคดิ ว่าดว้ ยชมุ ชน และความสัมพนั ธ์ของการสอื่ สารกับการพัฒนาชุมชน 4-31
ใหค้ วามสำ� คญั กบั กลมุ่ ผมู้ อี ำ� นาจในสงั คม และมอี คตกิ บั ผทู้ มี่ คี วามคดิ แบบอนื่ วา่ ไรค้ ณุ คา่ การเปลยี่ นแปลง
นจ้ี งึ ชว่ ยใหเ้ ขา้ ใจความหมายของการตอ่ สขู้ องชมุ ชนในการตอ่ ตา้ นการครอบงำ� จากภายนอก ตลอดจนมอง
เหน็ ทางเลอื กในการพฒั นาอน่ื ๆ แทนการจำ� กดั ทศิ ทางการเปลยี่ นแปลงไปในทศิ ทางเดยี ว เชน่ ทเ่ี ปน็ อยใู่ น
ปจั จุบัน

       (4)		แนวคิดเรื่องอัตลักษณ์กับการศึกษาชุมชน แนวคดิ เรื่อง อัตลักษณ์ (identity) เป็นหน่งึ ใน
ข้อเสนอที่ถูกพัฒนาข้ึนมาอย่างจริงจังโดยนักทฤษฎีวัฒนธรรมศึกษาเชิงวิพากษ์ เพ่ือตอบค�ำถามว่า เรา
กลายมาเป็นตัวเราทุกวันน้ีได้อย่างไร ตัวตนของเราถูกผลิตขึ้นมาได้อย่างไร และเราสามารถระบุชี้
(identify) ความเปน็ เราทเี่ หมอื นหรอื ตา่ งจากคนอน่ื ไดอ้ ยา่ งไร เชน่ การระบชุ อ้ี ตั ลกั ษณว์ า่ เราเปน็ ใคร เปน็
ผู้หญิง/ผู้ชาย คนขาว/คนด�ำ  คนจน/คนรวย คนหนุ่ม/คนแก่ คนชนบท/คนเมือง เป็นหมอ ชาวนา
นักวชิ าการ แฟนคลับ และสมาชกิ ในสงั กัดของชุมชนต่างๆ อย่างไร

       อัตลักษณ์ของคนเรา ไม่ได้เป็นส่ิงที่ติดตัวเรามาแต่ก�ำเนิด หากแต่เป็นส่ิงท่ีถูกประกอบสร้างขึ้น
มาโดยสังคมในภายหลัง และการจะนิยามตัวตนว่าเราเป็นใครได้นั้น จะเป็นไปได้ก็ต่อเม่ือเราเข้าไปมี
ปฏสิ มั พนั ธห์ รอื สอื่ สารกบั บคุ คลอน่ื ๆ ดว้ ยเหตนุ ้ี ดา้ นหนง่ึ อตั ลกั ษณจ์ งึ เปน็ ปฏสิ มั พนั ธท์ เี่ รารสู้ กึ วา่ เปน็ พวก
เดียวกับคนอ่นื (self-ascription) กับอีกดา้ นหน่ึง คนอ่นื กต็ อ้ งรู้สกึ เช่นเดียวกับเราด้วย (ascription by
others) ดงั นน้ั อัตลกั ษณ์จึงเปน็ ตวั กำ� หนดขอบเขตวา่ เราเปน็ ใคร เราเหมอื นหรอื ตา่ งจากคนอืน่ อยา่ งไร
มใี ครเปน็ สมาชกิ กลมุ่ เดยี วกนั กบั เราบา้ ง เราควรมปี ฏสิ มั พนั ธก์ บั คนอนื่ ๆ อยา่ งไร และคนอนื่ ๆ ควรจะสาน
สายสมั พนั ธ์กบั เราอย่างไร

       นอกจากน้ี ในบทความเรอ่ื ง “บางคร้ังเปน็ คนไทย บางคร้งั กไ็ ม่ใช่ อตั ลกั ษณแ์ หง่ ตัวตนท่ีผันแปร
ได้” ของ นิติ ภวัครพันธุ์ (2541) ได้ขยายความด้วยว่า อัตลักษณ์มีคุณลักษณะส�ำคัญสองประการคือ
อัตลักษณ์มีหลากหลายมิติ และมีพลวัตหรือความลื่นไหลเปล่ียนแปลงไปตามสถานการณ์ ท้ังน้ี นิติได้
เลือกศึกษากรณีของครอบครัวคนไทยเช้ือสายจีนในแถบยานนาวา ท่ีเรียนหนังสือช้ันประถมศึกษาใน
โรงเรยี นครสิ ต์ และแตง่ งานอยู่กนิ กบั ผู้หญิงมุสลมิ ในภายหลัง โดยต้ังปญั หาว่า คนกล่มุ น้จี ะประกอบสรา้ ง
และระบุช้ีอัตลักษณ์ของตนอย่างไร ข้อค้นพบของนิติชี้ให้เห็นว่า การแสดงออกของอัตลักษณ์หน่ึงๆ จะ
เกยี่ วเนอื่ งกบั สภาพการณท์ ตี่ อ้ งแขง่ ขนั เพอ่ื ใหไ้ ดม้ าซงึ่ ทรพั ยากร เชน่ ลกู ครง่ึ ไทย-จนี จะแสดงอตั ลกั ษณ์
เป็น “คนจนี ” เม่ือออกไปหางานท�ำตามห้างร้าน ทว่าเมือ่ ต้องไปสอบชิงทุนเรยี นต่อต่างประเทศและตอ้ ง
แข่งขันกับชาติอ่ืนๆ ในเอเชีย เขาก็จะแสดงอัตลักษณ์เป็น “คนไทย” ออกมา เพราะฉะนั้น แม้ว่าคน
คนหนึ่งจะมีอัตลักษณ์หลากหลายมิติ แต่การท่ีเขา/เธอจะพลิกโฉมหน้าใดออกมาสื่อสารกับคนอื่นนั้น
ขนึ้ อย่กู บั ผลประโยชนท์ างการเมอื ง/เศรษฐกิจ/สงั คม/วฒั นธรรมทคี่ นเหล่านน้ั ต้องตอ่ รองชว่ งชิงมา

       เนอ่ื งจากอตั ลกั ษณเ์ ปน็ เรอื่ งของการสอื่ สารเพอื่ เกยี่ วโยงปจั เจกบคุ คลเขา้ กบั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
“ความเปน็ เรา” (Us) กบั “ความเป็นอ่นื ” (Them) ดังนนั้ การศกึ ษาอตั ลักษณ์จงึ เกีย่ วข้องกบั “ความ
เปน็ ชมุ ชน” โดยตรง ดงั ที่ อานนั ท์ กาญจนพนั ธ์ุ (2544) ไดก้ ลา่ วถงึ “ความเปน็ ชมุ ชน” วา่ เปน็ เรอื่ งของ
ความเปน็ ตวั ตนหรอื อตั ลกั ษณ์ ซง่ึ มีความหลากหลายปรากฏอยู่ในหลายรปู ลักษณท์ ม่ี คี วามหมาย เพราะ
ความเปน็ ชมุ ชนกค็ อื ความพยายามจะบอกใหค้ นอนื่ ๆ รบั รวู้ า่ “พวกเราเปน็ ใคร” ซงึ่ เปน็ เรอื่ งของการเชอ่ื ม
โยงตนเองกับคนอน่ื ในสังคม เป็นเรอื่ งทเี่ กีย่ วกบั มิตคิ วามสัมพนั ธ์เชงิ อำ� นาจ เปน็ เรื่องที่เกยี่ วกบั สทิ ธทิ ี่จะ
   36   37   38   39   40   41   42   43   44   45   46