Page 47 - ความรู้เบื้องต้นการสื่อสารชุมชน
P. 47
แนวคดิ ว่าด้วยชุมชน และความสัมพันธข์ องการสอ่ื สารกบั การพัฒนาชมุ ชน 4-37
2. แนวคิดและแนวทางการศึกษาชุมชนชนบท
ในกรณีของชุมชนชนบท/ชุมชนท้องถิ่นน้ัน การก่อตัวข้ึนน่าจะมาต้ังแต่ยุคบรรพกาล ดังท่ี
ยศ สนั ตสมบตั ิ (2540) ไดอ้ ธบิ ายวา่ มนษุ ยใ์ นยคุ กอ่ นประวตั ศิ าสตรเ์ รมิ่ ตน้ รปู แบบแรกของเทคโนโลยกี าร
ผลติ เพอ่ื ยงั ชพี (subsistence technology) ดว้ ยวถิ กี ารผลติ แบบ “ลา่ สตั วแ์ ละกนิ อาหาร” จนเมอื่ ประมาณ
10,000 ปีท่ีผ่านมา มนษุ ยใ์ นหลายพ้นื ทีท่ วั่ โลกได้ปรบั เปลีย่ นวถิ ีการผลติ แบบเก็บหาอาหารจากธรรมชาติ
มาเป็นการผลิตอาหารโดยตนเองดว้ ยการเพาะปลูกธญั พชื และเลี้ยงสตั ว์สำ� หรับเป็นอาหารประจ�ำวนั โดย
เริม่ ตน้ จากการเพาะปลูกหรือกสิกรรมแบบไร่หมุนเวียน (shifting cultivation) ก่อนจะมาสกู่ ารกสิกรรม
แบบเข้มข้น (intensive cultivation)
การเรมิ่ ตน้ ของระบบกสกิ รรมน้ี ทำ� ใหม้ นษุ ยส์ ามารถควบคมุ ความแนน่ อน และเพม่ิ ปรมิ าณอาหาร
ส�ำหรับการเกบ็ สะสมเพื่อบรโิ ภคในระยะยาวไดเ้ ปน็ จ�ำนวนมาก นอกจากนี้ มนุษย์ยงั ได้เริ่มพัฒนาความรู้
เกยี่ วกบั เมลด็ พนั ธพ์ุ ชื ชนดิ ตา่ งๆ เพอ่ื ใชใ้ นการเพาะปลกู และความรเู้ ทคนคิ ในการผสมและขยายพนั ธส์ุ ตั ว์
เลี้ยงส�ำหรับเป็นอาหารอีกด้วย การกสิกรรมและความสามารถในการสะสมอาหารยังช่วยให้มนุษย์เริ่มตั้ง
ถิ่นฐานพ�ำนกั อาศัยใหม้ ลี ักษณะถาวรมากขึน้ และทำ� ให้การเพ่ิมประชากรเปน็ ไปอย่างรวดเร็ว จนเปน็ จุด
เรม่ิ ตน้ ของการกอ่ รูปชุมชนด้งั เดมิ ทีร่ จู้ ักในหลากหลายชือ่ ไม่ว่าจะเป็น “ชุมชนหม่บู า้ น” “ชุมชนเกษตร”
“ชุมชนท้องถน่ิ ” “ชมุ ชนชาวนา” หรือ “ชมุ ชนชนบท”
ในขณะทกี่ ารกสกิ รรมแบบไรห่ มนุ เวยี นทำ� ใหม้ นษุ ยเ์ รมิ่ รวมตวั เปน็ สงั คมทมี่ คี วามสลบั ซบั ซอ้ นมาก
ขึ้น (เช่น ในบางสังคมมีการแข่งขันกันเพ่ือสะสมผลผลิตส่วนเกินระหว่างกลุ่มเครือญาติต่างๆ ภายใน
หมบู่ า้ น หรอื มกี ารทำ� กลมุ่ เครอื ญาตใิ หก้ ลายเปน็ ฐานของการจดั ตงั้ องคก์ รทางการเมอื งในรปู แบบทช่ี ดั เจน
มากขน้ึ อาทิ มหี วั หนา้ กลมุ่ หวั หนา้ หมบู่ า้ น ฯลฯ) รวมทง้ั มรี ะบบการแบง่ งานกนั ทำ� (division of labour)
ที่หลากหลายซับซ้อนขึ้นจนเป็นความช�ำนาญพิเศษเฉพาะบุคคล เช่น การเกิดช่างฝีมือต่างๆ ฯลฯ แต่
ส�ำหรับยุคของการกสกิ รรมเข้มขน้ นนั้ ถอื ว่าเป็นพฒั นาการอกี ข้นั หนงึ่ ของระบบการผลติ ในภาคเกษตร ที่
มีการใช้ก�ำลังการผลิตและเทคโนโลยีท่ีก้าวหน้าขึ้นกว่าการท�ำไร่หมุนเวียน เช่น มีการใช้แรงงานสัตว์และ
เครื่องจักรเข้ามาช่วยผ่อนแรงมนุษย์ในการท�ำงาน มีการไถคราดท่ีดินก่อนท�ำการเพาะปลูก มีการใช้ปุ๋ย
เพอื่ เพิ่มผลผลิต มกี ารสร้างระบบชลประทานเพ่อื ทดนำ้� เปน็ ตน้ ผลทตี่ ามมากค็ ือ ชุมชนชาวนาไดม้ กี าร
รวมตัวกันทางสงั คมเปน็ กลมุ่ หรือเปน็ องคก์ ร เช่น กลุม่ แลกเปลย่ี นแรงงานเพอ่ื การลงแขกดำ� นาเกยี่ วขา้ ว
ฯลฯ การกสกิ รรมแบบเขม้ ขน้ จงึ ทำ� ใหก้ ารจดั ตงั้ องคก์ รทางสงั คมการเมอื งมลี กั ษณะยงั่ ยนื และเปน็ ทางการ
กว่าการกสิกรรมแบบไร่หมุนเวียน ในขณะเดียวกัน ในสังคมชาวนาบางแห่ง ความสามารถในการสะสม
ผลผลิตส่วนเกิน ความแตกต่างในขนาดของการถือครองท่ีดิน รวมท้ังขนาดและฐานของระบบเครือญาติ
อาจนำ� ไปสู่ความแตกต่างทางชนชน้ั ภายในชมุ ชนอยา่ งชัดเจนย่ิงขน้ึ และย่งิ หากความสามารถในการผลิต
อาหารและเล้ียงสัตว์ด�ำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการติดต่อค้าขายกับสังคมภายนอกอย่างสม่�ำเสมอ
และมีความเข้มแข็งขององค์กรทางสังคมการเมืองเพ่ิมขึ้น ชุมชนท้องถิ่นเหล่านี้ก็จะค่อยๆ ขยายตัวเป็น
ชุมชนขนาดใหญ่ และเป็นพนื้ ฐานของการเกดิ ชมุ ชนเมืองและรัฐข้ึนในเวลาต่อมา

