Page 48 - ความรู้เบื้องต้นการสื่อสารชุมชน
P. 48

4-38 ความรเู้ บ้ืองตน้ การสอ่ื สารชมุ ชน
       ส�ำหรับการศึกษาวิเคราะห์ชุมชนหมู่บ้านหรอื ชุมชนชนบทน้ัน อานันท์ กาญจนพนั ธ์ุ (2544) ได้

ทบทวนแนวทางการศกึ ษา (approaches) ทเี่ ดน่ ๆ ทง้ั ในกรณขี องชมุ ชนหมบู่ า้ นไทยและตา่ งประเทศ โดย
สามารถจำ� แนกได้เป็น 4 แนวทางดว้ ยกนั คอื

       (1) 	แนวทางการศึกษาในเชิงคุณค่า การศกึ ษาชมุ ชนในเชงิ คณุ คา่ นมี้ ดี ว้ ยกนั อยา่ งนอ้ ย 3 กระแส
กล่าวคือ ในกระแสแรกเป็นแนวทางการน�ำเสนอของรัฐ ที่ไม่ได้เกิดจากการศึกษาวิจัยตามสภาพความ
เป็นจริง หากแต่เป็นภาพของชุมชนท่ีถูกประกอบสร้างขึ้นโดยรัฐหรือชนชั้นน�ำ  ท่ีวาดภาพให้ชนบทเป็น
เพียง “บ้านนอกคอกนา” หรือ “บ้านป่าเมืองเถ่ือน” ภายใต้อุดมการณ์ของรัฐท่ีท�ำให้เมืองกลายเป็น
ศนู ย์กลางของความทนั สมยั หรอื มิเช่นน้นั ก็อาจเป็นภาพท่รี ัฐวาดให้ชมุ ชนเป็น “พ้ืนท่แี ห่งอุดมคติ” และ
เป็นตัวแทนของ “ความเป็นชาต”ิ ดังเชน่ กรณีรัฐไทยทนี่ ิยามวา่ ชมุ ชนหมู่บา้ นเป็น “รากเหงา้ ของความ
เป็นไทยแท้” ดังปรากฏในสื่อประเพณีการแสดงท้องถิ่นที่ถูกทางการน�ำไปใช้ส่ือสารกับนานาชาติ หรือ
ปรากฏในสือ่ ประเภทแบบเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาทีผ่ ลิตขน้ึ โดยสว่ นกลาง

       ส่วนกระแสท่ีสองเป็นแนวทางการน�ำเสนอของวิชาการ ซ่ึงในยุคแรกๆ ของการศึกษา ได้รับ
อิทธพิ ลมาจากงานของนักมานษุ ยวทิ ยาชาวอเมรกิ นั ที่ช่อื รูธ เบเนดิกต์ (Ruth Benedict) ผมู้ องชมุ ชน
หมู่บ้านในเชิงอุดมคติทด่ี ีวา่ หมู่บ้านเปน็ หน่วยอสิ ระ มคี วามเปน็ อันหน่ึงอนั เดยี วกัน และมีวฒั นธรรมเปน็
ของตนเองทใี่ หค้ วามสำ� คญั กบั จติ ใจ ตลอดจนเนน้ ถงึ คณุ คา่ ของความรว่ มมอื กนั อยา่ งแนน่ แฟน้ และกลมกลนื
บนพ้ืนฐานของความสัมพันธ์แบบเครือญาติ จนท�ำให้หมู่บ้านเป็นหน่วยพ้ืนที่ที่ค่อนข้างอิสระจากอิทธิพล
ภายนอก แต่มาในยุคหลงั เมื่อกระแสการพัฒนาชนบทและการพัฒนาประเทศใหท้ ันสมัยได้ขยายตวั ข้อ
เสนอของวงวชิ าการจงึ หนั มามองหมบู่ า้ นโดยตคี วามเชอ่ื มโยงกบั รฐั แทนทขี่ องภาพชมุ ชนซง่ึ เคยเชอื่ วา่ อยู่
ไดเ้ ป็นเอกเทศ ดว้ ยนยิ ามแบบนี้ ชมุ ชนหมบู่ า้ นจะไมม่ ศี ักยภาพในการพัฒนาตนเอง เพราะขาดซึง่ ความ
ร่วมมือกัน หรือเป็นชุมชนซ่ึงมีวัฒนธรรมที่ไร้เหตุผล เช่น ยังคงมีความเช่ือเรื่องไสยศาสตร์งมงาย ฯลฯ
ชนบทจึงต้องถูกพัฒนาด้วยพลังท่ีมีเหตุมีผลมากกว่าจากชุมชนเมืองเท่าน้ัน ดังปรากฏในข้อเสนอของ
บรรดานกั ทฤษฎีสายการสอื่ สารเพือ่ การพฒั นา (development communication) ท่เี ขยี นงานอยใู่ นชว่ ง
ทศวรรษท่ี 1960-1970

       และกระแสสดุ ทา้ ยเปน็ แนวทางการน�ำเสนอของนักพัฒนาเอกชน อนั เปน็ การตอ่ ตา้ นภาพชมุ ชน
หมู่บ้านในสายตาของรัฐ ที่นิยามหมู่บ้านว่าเป็นเพียงชุมชนด้อยพัฒนาและมีลักษณะ “โง่ จน เจ็บ” อัน
เป็นผลพวงมาจากนโยบายการพัฒนาท่ีชุมชนหมู่บ้านก�ำลังถูกท�ำลายโดยรัฐและระบบทุนนิยม ข้อเสนอ
ของนกั พฒั นาเอกชนและนกั วชิ าการกลมุ่ หนงึ่ ทสี่ งั กดั ในสำ� นกั นจี้ งึ เหน็ วา่ การพฒั นาทถ่ี กู ตอ้ งตอ้ งรเิ รมิ่ ขนึ้
จากชุมชนหมู่บ้านจริงๆ ดังปรากฏในแนวคิดวัฒนธรรมชุมชน ท่ีเน้นว่า สังคมหมู่บ้านมีวัฒนธรรม
เศรษฐกิจ และการเมืองของตัวเอง โดยเป็นอิสระจากรัฐ เป็นเศรษฐกิจแบบยังชีพและพึ่งตนเองได้ มี
วัฒนธรรมที่เน้นคุณค่าของการช่วยเหลือเก้ือกูลกัน และท่ีส�ำคัญ ลักษณะดังกล่าวถือเป็นพ้ืนฐานของ
วฒั นธรรมและคณุ ค่าดงั้ เดมิ ของชมุ ชนไทยเชน่ กัน (ฉัตรทพิ ย์ นาถสภุ า, 2534)

       (2)		แนวทางการศึกษาเชิงประจักษ์ หรือเป็นกลุ่มท่ีลงมือท�ำความเข้าใจภาพจริงๆ ของชุมชน
ชนบท ซึ่งมอี ยา่ งน้อย 3 แนวทางยอ่ ยทแี่ ตกตา่ งและขดั แยง้ กนั เอง ดังนี้
   43   44   45   46   47   48   49   50   51   52   53