Page 49 - ความรู้เบื้องต้นการสื่อสารชุมชน
P. 49

แนวคิดวา่ ด้วยชมุ ชน และความสมั พนั ธ์ของการส่อื สารกบั การพัฒนาชมุ ชน 4-39
            •	 แนวทางท่ีมองว่าชุมชนหมู่บ้านมีโครงสร้างหลวม ๆ อนั เปน็ แนวทางทไ่ี ดร้ บั อทิ ธพิ ลมา
จากงานเขยี นของรธู เบเนดกิ ต์ (Ruth Benedict) อกี เชน่ กนั และถอื เปน็ แนวทางแรกทป่ี รากฏขน้ึ ในกรณี
การศึกษาชุมชนหมู่บ้านของไทยอีกด้วย เมื่อนักมานุษยวิทยายุคแรกช่วงหลังสงครามโลกครั้งท่ีสอง ได้
ลงมอื ศกึ ษาดว้ ยเครือ่ งมือการสังเกตการณแ์ บบมสี ว่ นรว่ มในหมูบ่ ้านบางชนั (ปจั จบุ ันอยู่ในเขตมีนบุรขี อง
กรงุ เทพมหานคร) และใหข้ อ้ สรปุ ตา่ งจากกลมุ่ ศกึ ษาชมุ ชนในเชงิ คณุ คา่ ทอ่ี ธบิ ายมากอ่ นหนา้ นนั้ วา่ ชมุ ชน
หมู่บ้านไม่มีความเป็นกลุ่มก้อนแบบเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน เพราะความสัมพันธ์ทางสังคมที่ปรากฏใน
ชมุ ชนมลี กั ษณะเปน็ โครงสร้างแบบหลวม ๆ (loosely-structured social system) กลา่ วคอื ชมุ ชนหมบู่ า้ น
มีคุณค่าท่ีให้ความส�ำคัญกับความเป็นปัจเจกชนนิยมสูง ท�ำให้ไม่ยึดมั่นต่อพันธะทางสังคมใดๆ (ดังการ
สอ่ื สารเปน็ ส�ำนวนทว่ี ่า “ทำ� อะไรตามใจคอื ไทยแท้”) และมักจะมคี วามผกู พนั กับครอบครัวและเครือญาติ
ค่อนขา้ งนอ้ ย (ดงั สำ� นวนทวี่ า่ “มีเงนิ นับเป็นน้อง มที องนบั เป็นพ”่ี )
            •	 แนวทางท่มี องชมุ ชนหมบู่ ้านในแงร่ า้ ย ซง่ึ มาจากอทิ ธพิ ลของนกั วชิ าการตะวนั ตก 2 คน
คือ เอ็ดเวริ ด์ ซ.ี แบนฟิลด์ (Edward C. Banfield) และจอร์จ เอม็ . ฟอสเตอร์ (George M. Foster) ท่ี
ต่างก็เห็นพ้องว่า ชาวบ้านเป็นพวกไม่มีเหตุผล เพราะมีวัฒนธรรมความยากจน (culture of poverty)
และด้วยวัฒนธรรมดังกล่าวน้ีเอง ชาวชุมชนหมู่บ้านจึงหมกหมุ่นกับเร่ืองโชคชะตาและการพนัน ท�ำให้
ขเี้ กยี จ ไมส่ ามารถทำ� งานรวมกลมุ่ กนั ได้ เพราะตา่ งกเ็ หน็ แตก่ บั ผลประโยชนส์ ว่ นตวั เฉพาะหนา้ ทำ� ใหเ้ กดิ
การแกง่ แยง่ ทรัพยากรท่มี ีอยอู่ ย่างจ�ำกัด และไม่ไว้วางใจกนั (ตัวอย่างของวธิ คี ิดแบบนป้ี รากฏอยใู่ นละคร
โทรทัศน์หรือภาพยนตร์ไทยหลายๆ เร่ือง ท่ีน�ำเสนอภาพตัวละครเจ้าพ่อท้องถิ่น หมอผีคนทรงเจ้า การ
เล่นพนนั ของชาวบ้าน หรอื การใช้ความรนุ แรงในการตดั สินความขัดแยง้ ระหว่างผลประโยชน์) ดังนนั้ ข้อ
เสนอของท้ังแบนฟลิ ด์และฟอสเตอรก์ ็คอื หากความยากจนของคนชนบทมาจากการขาดความรู้ กต็ ้องเร่ง
พฒั นาการศึกษา มากกว่าจะเน้นแต่การแกไ้ ขปญั หาดา้ นเศรษฐกจิ และการเมอื ง
            •	 แนวทางท่ีมองว่าชาวบ้านมีเหตุผล แนวทางนเี้ กดิ จากขอ้ ถกเถยี งในวงวชิ าการวา่ จรงิ ๆ
แล้วสังคมชนบทมีความเป็นชุมชนหรือชาวบ้านมีระบบคิดแบบเป็นปัจเจกบุคคลกันแน่ และข้อสรุปของ
นกั วชิ าการกลมุ่ นกี้ ค็ อื การรว่ มมอื ของชาวบา้ นทมี่ กั จะนำ� มาชถี้ งึ ลกั ษณะการรวมกลมุ่ กนั นน้ั ถอื ไดว้ า่ เปน็
เพยี งการช่วยเหลอื แลกเปลี่ยนกนั เปน็ ครัง้ คราว ตามความจำ� เป็นของแต่ละครอบครวั มากกว่าเป็นเครื่อง
แสดงวา่ ชาวบา้ นมสี ำ� นกึ รว่ มกนั ในความเปน็ ชมุ ชน และทสี่ ำ� คญั การมารวมตวั กนั เปน็ กลมุ่ เปน็ หมดู่ งั กลา่ ว
กเ็ ปน็ เพยี งความรว่ มมอื ดว้ ยเหตผุ ลบางอยา่ ง อาทิ เหตผุ ลเชงิ ธรุ กจิ และการลงทนุ ผลติ เพอื่ การคา้ ฯลฯ อนั
สะทอ้ นวา่ ชาวนามักค�ำนงึ ถงึ ผลประโยชนข์ องตนเองมากทสี่ ุด
       (3) 	แนวทางการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ การศึกษาหมู่บ้านในเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวพันอย่าง
มากกบั กระแสการศกึ ษาประวตั ศิ าสตรท์ อ้ งถนิ่ แตท่ ส่ี ำ� คญั การศกึ ษาแนวนเ้ี ลอื กใชว้ ธิ วี จิ ยั แบบสหวทิ ยาการ
(interdisciplinary) โดยหยิบยืมความรู้จากต่างสาขามาท�ำความเข้าใจประวัติศาสตร์ชุมชน และจุดเน้น
ของกลมุ่ นกี้ ค็ อื การพยายามทจี่ ะแหวกตวั ออกมาจากประเพณปี ฏบิ ตั ขิ องการศกึ ษาประวตั ศิ าสตรก์ ารเมอื ง
ท่มี ักมองจากอ�ำนาจรฐั ศนู ยก์ ลาง โดยหนั มาศึกษาประวตั ิศาสตรช์ มุ ชนในแงม่ มุ อื่นๆ แทน โดยมแี นวทาง
หลัก 3 ดา้ น ได้แก่
   44   45   46   47   48   49   50   51   52   53   54