Page 58 - ความรู้เบื้องต้นการสื่อสารชุมชน
P. 58
4-48 ความรูเ้ บอ้ื งตน้ การสอ่ื สารชมุ ชน
สัมพนั ธท์ ่เี ข้มขน้ ข้นึ มาก จนกอ่ เกดิ เปน็ “ความรู้สกึ แบบเป็นเรา” (“we” feeling) และอาจผลักดนั ไปสู่
ความเคลอ่ื นไหวเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสงั คมวงกว้างได้เช่นกนั
(2) ชุมชนที่รวมตัวกันในเชิงการเมือง ในขณะที่กลไกการส่ือสารในความเคล่ือนไหวทางการ
เมอื ง สามารถผลกั ดนั ใหผ้ คู้ นมารวมตวั กนั เปน็ “กลมุ่ การเมอื ง” (political groups) แบบตา่ งๆ ได้ (เชน่
กลมุ่ มอ็ บการเมอื งเสอื้ สตี า่ งๆ ทสี่ ว่ นหนงึ่ เกดิ จากแรงผลกั ของสถานโี ทรทศั นด์ าวเทยี ม) แตใ่ นชว่ งครง่ึ หลงั
ของศตวรรษที่ 20 ปรากฏการณก์ ารวมตวั กนั ของชมุ ชนแบบใหมใ่ นเชงิ การเมอื ง เรม่ิ ปรากฏเปน็ ทปี่ ระจกั ษ์
ชัดย่งิ ข้ึน มีโฉมหน้าแตกต่างไปจากกลุ่มเคลือ่ นไหวทางการเมอื งแบบเดิม และไดร้ ับความสนใจศึกษาใน
แวดวงวิชาการมากข้ึน รวมไปถึงแม้แต่ในสาขาวิชานิเทศศาสตร์ด้วยเช่นกัน ชุมชนการเมืองใหม่น้ีเป็นท่ี
รจู้ กั กนั ในฐานะของ “ขบวนการเคล่ือนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่” (new social movements)
ไชยรตั น์ เจรญิ สนิ โอฬาร (2545) ได้อธบิ ายว่า ความเปลีย่ นแปลงอย่างมากและอยา่ งรวดเร็วใน
ปจั จบุ นั ทง้ั ดา้ นการเมอื ง เศรษฐกจิ สงั คม และวฒั นธรรม ทำ� ใหเ้ กดิ การหนั กลบั มาขบคดิ ทบทวนประเดน็
การศึกษาในสายรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์กันขนานใหญ่ โดยเฉพาะกับสิ่งท่ีเรียกว่า “ประชาสังคม”
(civil society) “ความเป็นการเมอื ง” (the political) “ความเปน็ พลเมือง” (citizenship) และ “สทิ ธิ
ที่จะไม่เช่อื ฟงั รฐั ” (civil disobedience) อนั ตัวแปรหลกั ของขบวนการเคลื่อนไหวทางสงั คมรปู แบบใหม่
แบบต่างๆ ทั้งน้ี ไชยรัตน์ได้สรุปว่า บริบทส�ำคัญที่ผลักดันให้การเมืองรูปแบบใหม่ขยายตัวและเป็นท่ี
สนใจมากข้ึนในปัจจุบันนี้มาจากเง่ือนไขใหญ่ ๆ 3 ประการดว้ ยกันคอื
• รปู แบบการเมืองเกา่ (เช่น การเมอื งแบบเลอื กตง้ั การเมืองแบบพรรคการเมอื ง) มแี นว
โนม้ จะเปน็ เพยี งรปู แบบพธิ กี รรมทางการเมอื งสำ� หรบั รกั ษาอำ� นาจและสถานภาพเดมิ (status quo) เทา่ นนั้
แต่ไม่อาจน�ำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงขั้นฐานรากของสังคมได้จริง ดังน้ัน ถ้าต้องการความเปล่ียนแปลงให้
เกดิ ขน้ึ จริง กจ็ �ำเป็นต้องฉกี ออกไปจากการเมืองแบบเกา่ น้ี
• ความขดั แย้งชดุ ใหม่ท่ีเกดิ ขึน้ มคี วามยุง่ ยากสลับซับซอ้ นและรอบด้านเกนิ กว่าทรี่ ฐั -ชาติ
รัฐบาล ชุมชนด้ังเดิม รวมทั้งการรวมตัวของกลุ่มผลประโยชน์แบบเก่าและองค์กรอาสาสมัครต่างๆ จะ
สามารถแก้ไขจดั การได้ แตต่ อ้ งอาศัยการร่วมมือร่วมใจในรูปแบบเครอื ข่ายโยงใยในหลายๆ ระดับเข้ามา
จดั การแทน ดงั เชน่ กรณขี องขบวนการอนรุ กั ษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
• การเมอื งทมี่ กี ารแบง่ เปน็ ฝา่ ยซา้ ยและฝา่ ยขวา มขี ดี จำ� กดั ในการพฒั นาประชาธปิ ไตยและ
ประชาสังคมอย่างแท้จริง เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็น�ำไปสู่เผด็จการแต่คนละแบบ กล่าวคือ ในขณะท่ี
ประชาธปิ ไตยแบบตวั แทนเปน็ เพยี งประชาธปิ ไตยของระบอบทนุ นยิ มทคี่ รอบงำ� ประชาชนดว้ ยลทั ธบิ รโิ ภค
นิยมแบบต่างๆ เท่าน้ัน ในส่วนประชาธิปไตยของฝ่ายซ้ายในรูปแบบรัฐสวัสดิการ ก็มีท้ังสิ้นเปลืองงบ
ประมาณมหาศาล และยังเป็นเพียงการมุ่งสลายประชาสังคม พร้อมๆ กับสร้างความแข็งแกร่งให้กับรัฐ
เทา่ นัน้
จากเงื่อนไขบริบทท่ีกล่าวมา ขบวนการเคล่ือนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่จึงกลายมาเป็นค�ำตอบ
ใหม่ เนอ่ื งจากเปน็ การรวมตวั แบบชมุ ชนทอ่ี ยนู่ อกเหนอื สถาบนั การเมอื งทด่ี ำ� รงอยู่ เปน็ พนื้ ทท่ี างการเมอื ง
แบบใหม่ ทไ่ี มใ่ ชท่ งั้ รฐั ระบบเศรษฐกจิ และเรอื่ งสว่ นตวั ในแงน่ ้ี ไชยรตั น์ เจรญิ สนิ โอฬาร (2542) ไดข้ ยาย
ความตอ่ ไปวา่ ขบวนการเคล่ือนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ดังกล่าวจะมีคุณลักษณะส�ำคัญ 4 ประการคอื

