Page 19 - สัมมนาหลักสูตร และ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
P. 19
การเรียนรู้ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ 7-9
เช่นเดียวกัน ความเข้าใจเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนก็เกิดจากการใช้กระบวนการสืบเสาะทาง
วิทยาศาสตร์น่ันเอง ในห้องเรียน นักเรียนเรียนรู้ที่จะตั้งคำ� ถามและใช้หลักฐานข้อมูลท่ีรวบรวมได้เพ่ือตอบ
ค�ำถาม ได้เรียนรู้ท่ีจะส�ำรวจตรวจสอบ เก็บข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ท่ีหลากหลาย เพื่อพัฒนาค�ำอธิบายหรือ
ค�ำตอบของปัญหาที่ตั้งไว้จากข้อมูลที่มีอยู่ แล้วสื่อสารและยืนยันสิ่งที่ตนเองได้ลงข้อสรุปกับผู้อื่น ท้ังหมด
เป็นกระบวนการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน (National Science Teachers Association
(NSTA) Board of Directors, 2004)
3) การสบื เสาะทางวทิ ยาศาสตรใ์ นบรบิ ทของครู เมอื่ พจิ ารณามาตรฐานวทิ ยาศาสตร์ศกึ ษาแหง่ ชาติ
ของสภาวิจัยแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา (NRC) และสมาคมครูวิทยาศาสตร์แห่งชาติของประเทศ
สหรัฐอเมริกา (National Science Teachers Association: NSTA) ได้เสนอให้ครูตั้งแต่ระดับปฐมวัย
จนกระทั่งมัธยมศึกษาตอนปลายใช้การสืบเสาะ หรือการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ในห้องเรียนวิทยาศาสตร์
ซ่ึงจะช่วยให้นักเรียนพัฒนาความเข้าใจที่ลึกซึ้งเก่ียวกับวิทยาศาสตร์และการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น
ในบริบทของครู การสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง การสอนแบบสืบเสาะของครู โดยมาตรฐาน
วิทยาศาสตร์ศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ให้นิยาม “การสอนแบบสืบเสาะ” ไว้ว่า เป็นกระบวนการที่
เช่ือมโยงกันท่ีเร่ิมจากการตั้งค�ำถามเก่ียวกับธรรมชาติโดยนักวิทยาศาสตร์และนักเรียน จากนั้น ด�ำเนินการ
ส�ำรวจตรวจสอบ ปรากฏการณ์นั้นเพื่อหาค�ำตอบนั้น และด้วยกระบวนการดังกล่าวน้ีเองจึงท�ำให้นักเรียน
สามารถสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับ แนวคิด หลักการ แบบจ�ำลอง และทฤษฎี (NRC, 1996)
การสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์มีความหมายแตกต่างกัน ข้ึนอยู่กับบริบทของผู้ใช้ทางด้านการศึกษา
ได้แก่ นักวิทยาศาสตร์หมายถึง การสืบเสาะ การท�ำงานของนักวิทยาศาสตร์ นักเรียนหมายถึง การเรียนแบบ
สืบเสาะ และครูหมายถึง การสอนแบบสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์
2. วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (scientific method) เป็นวิธีการอย่างเป็นระบบท่ีนักวิทยาศาสตร์ใช้ในการ
สบื เสาะหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตรแ์ ละพฒั นาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ ซงึ่ ถอื วา่ เปน็ วธิ กี ารทน่ี า่ เชอ่ื ถอื หลกี เลย่ี ง
หรือลดอคติ ความล�ำเอียงท่ีจะเกิดขึ้นได้ แต่วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์
หรือสื่อต่าง ๆ จะเป็นการส�ำรวจตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ (investigation) ในเชิงของการทดลอง ท่ีมีการ
ควบคุมตัวแปร เป็นลักษณะของขั้นตอนท่ีเป็นล�ำดับที่แน่นอนตายตัว ซึ่งในความเป็นจริงวิธีการทาง
วทิ ยาศาสตรท์ นี่ กั วทิ ยาศาสตรใ์ ชใ้ นการสบื เสาะทางวทิ ยาศาสตร์ หรอื วธิ กี ารทน่ี กั วทิ ยาศาสตรใ์ ชใ้ นการทำ� งาน
หรือการศึกษาวิจัย มีการพัฒนามาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่มีข้ันตอนของวิธีการที่เป็นล�ำดับขั้นท่ีแน่นอน
ตายตัว และสามารถท�ำได้หลายรูปแบบ เช่น รูปแบบของการทดลอง การหาความสัมพันธ์ (correlational)
และการพรรณนา (descriptive) ตามศาสตรท์ น่ี กั วทิ ยาศาสตรท์ �ำการศกึ ษา ในการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ นกั เรยี น
ควรจะเข้าใจว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีเพียงวิธีการเดียว หรือมีเพียงแค่รูปแบบของการทดลองเท่าน้ัน
วธิ กี ารทน่ี กั วทิ ยาศาสตรใ์ ชใ้ นการสบื เสาะหาความรมู้ หี ลากหลายวธิ ี วธิ กี ารนน้ั ๆ เปน็ วธิ กี ารทม่ี คี วามนา่ เชอื่ ถอื
วิธีการที่ใช้ขึ้นอยู่กับค�ำถามวิจัยท่ีนักวิทยาศาสตร์สนใจ ตัวอย่างเช่น การศึกษาวิจัยทางด้านดาราศาสตร์ หรือ

