Page 26 - สัมมนาหลักสูตร และ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
P. 26
7-16 สัมมนาหลักสูตรและการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
1. ทีม่ าของการเรยี นแบบสืบเสาะ
การสอนแบบสืบเสาะ หรือการเรียนแบบสืบเสาะ หรือการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ มีมายาวนาน
มากกว่า 100 ปี ต้ังแต่ ปี ค.ศ. 1910 โดยจอห์น ดิวอ้ี (John Dewey) เสนอว่าหลักสูตรให้ความส�ำคัญกับ
ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มากจนเกินไป ขาดกระบวนการคิดและเจตคติ จอห์น ดิวอี้ จึงเริ่มน�ำการสืบเสาะ
มาสู่การสอนมาใช้ในห้องเรียน ซ่ึงในขณะน้ันวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มี 6 ขั้นตอนท่ีแน่นอน ได้แก่
1) สถานการณท์ สี่ งสยั (sensing perplexing situations) 2) ทำ� ความเขา้ ใจปญั หา (clarifying the problem)
3) ตง้ั สมมตฐิ านเบอ้ื งตน้ (formulating a tentative hypothesis) 4) ทดสอบสมมตฐิ าน (testing the hypothesis)
5) ทดสอบซ้ําอย่างเข้มงวด (revising with rigorous tests) และ 6) แก้ปัญหา (acting on the solution)
ในช่วงนั้นรูปแบบการสืบเสาะของจอห์น ดิวอี้ เสนอว่า นักเรียนต้องเป็นผู้ลงมือกระท�ำและครูเป็นผู้คอยช่วย
เหลือแนะน�ำ ต่อมาปี ค.ศ. 1916 ได้เพิ่มเติมว่า นักเรียนสามารถใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนเอง
ในการสืบเสาะได้ หลังจากนั้น มีการศึกษาเพิ่มเติมและพบว่า การสืบเสาะในห้องเรียนต้องมีความสัมพันธ์
กับประสบการณ์และความสามารถทางสติปัญญาของนักเรียน ดังนั้น นักเรียนต้องเป็นผู้ที่กระตือรือร้น และ
สามารถหาค�ำตอบของตนเองได้ จอห์น ดิวอี้ จึงมีการปรับการตีความหมาย ค�ำว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์
ที่จะท�ำให้บรรลุเป้าหมาย คือการสะท้อนกระบวนการคิด จึงเสนอว่า การสืบเสาะ ประกอบด้วย การน�ำเสนอ
ปัญหา การต้ังสมมติฐาน การเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างการทดลอง และการต้ังข้อสรุป (Barrow, 2006)
หลังเหตุการณ์การส่ง Sputnik I ไปยังอวกาศได้ครั้งแรกของโซเวียต สหรัฐอเมริกามีการปรับ
การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ โดยหลักสูตรวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นที่ นักเรียนคิดเหมือนนักวิทยาศาสตร์ และ
เน้นยํ้าว่า กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะเฉพาะบุคคล เช่น การสังเกต การจัดจ�ำแนก การตีความ
การควบคุมตัวแปร เป็นต้น โจเซฟชเวป (Joseph Schwab) ปี ค.ศ. 1966 เชื่อว่า นักเรียนควรมอง
วิทยาศาสตร์ว่าเป็นชุดของโครงสร้างทางความคิดท่ีมีการปรับเปล่ียนได้เม่ือมีข้อมูลหรือหลักฐานใหม่
โจเซฟชเวปจึงเสนอว่า ลักษณะของการสืบเสาะหาความรู้ว่าเป็นท้ัง “การสืบเสาะหาความรู้ที่ม่ันคง (Stable
inquiry)” และ “การสืบเสาะหาความรู้ที่เปลี่ยนแปลงได้ (fluid inquiry)” โดยการสืบเสาะหาความรู้ท่ีมั่นคง
จะเก่ียวกับการใช้ความเข้าใจในปัจจุบันเพ่ือเติมลงในช่องว่าง ท�ำให้เกิดความเข้าใจในองค์ความรู้ แต่การ
สืบเสาะหาความรู้ที่เปลี่ยนแปลงได้จะเก่ียวกับการสร้างแนวคิดใหม่ ๆ ที่น�ำไปสู่การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์
โจเซฟชเวป กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ต้องสอนแบบสืบเสาะ ท่ีนอกจากการใช้การส�ำรวจตรวจสอบทางปฏิบัติการ
(laboratory investigation) เพ่ือศึกษาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนต้องสามารถใช้และอ่านรายงาน
การวิจัยหรือหนังสือที่เก่ียวข้องกับการวิจัย มีการอภิปรายเก่ียวกับปัญหา ข้อมูล บทบาทของเทคโนโลยี
การตีความหมายข้อมูล และการลงข้อสรุปต่าง ๆ ของนักวิทยาศาสตร์ ท่ีเรียกว่า “enquiry into enquiry”
(Barrow, 2006)
ช่วงเวลาต่อ ๆ มา การสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ในห้องเรียน การเรียนแบบสืบเสาะ และการสอน
แบบสืบเสาะก็เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วโลก รวมทั้ง
ประเทศไทย โดยกลุ่มนักวิชาการทางการศึกษา นักจิตวิทยา มีหลากหลายกลุ่มท่ีช่วยคิดค้นรูปแบบการสอน
ลักษณะของการเรียนแบบสืบเสาะของนักเรียนมากมาย รูปแบบการสอนที่เป็นโดยเฉพาะรูปแบบการสอน

