Page 21 - กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์
P. 21
กลยุทธ์การประชาสมั พนั ธ์ขององค์การไม่แสวงหากำ�ไร 6-11
5. การเป็นอาสาสมัคร/การสมัครใจ สมาชิกจะตอ้ งเข้ารว่ มด้วยตนเอง ต้องเปน็ ผทู้ ่เี สียสละเวลา
หรือให้การสนับสนุนทุนแก่องค์การด้วยความเต็มใจ ซึ่งจากลักษณะที่กล่าวน้ีจึงมีการเรียกช่ือองค์การไม่
แสวงหาก�ำไรว่า “องค์การการกุศล” หรอื “องค์การอาสาสมคั ร”
เร่ืองท่ี 6.1.2
พัฒนาการและบทบาทขององค์การไม่แสวงหาก�ำไรในประเทศไทย
1. พัฒนาการขององค์การไม่แสวงหาก�ำไร
องคก์ ารไมแ่ สวงหากำ� ไรเปน็ ปรากฏการณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ โดยทว่ั ไปในสงั คมตา่ งๆ ทวั่ โลก มพี ฒั นาการ
มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ เช่น องค์การเอกชน คือ วัดและพระสงฆ์ โบสถ์ เป็นตน้ ในอดีตจ�ำนวนของ
องค์การไม่แสวงหาก�ำไรท้ังต่างประเทศและประเทศไทยมีจ�ำนวนไม่มากนักและมีบทบาทอยู่ในวงจ�ำกัด
ส่วนใหญ่เป็นองค์การที่เก่ียวกับศาสนา มีบทบาทส่งเสริมทางด้านจิตใจและการให้การสงเคราะห์ในด้าน
ตา่ งๆ แกผ่ ปู้ ระสบภยั เปน็ หลกั ตอ่ มาเนอ่ื งจากความซบั ซอ้ นของสงั คมทมี่ มี ากขน้ึ ไดท้ ำ� ใหเ้ กดิ การขยายตวั
ของสังคม เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆ ซ่ึงก่อให้เกิดผลทั้งในด้านบวกและลบ โดยในด้านบวกสังคมมี
ความเจริญในดา้ นตา่ งๆ มากขนึ้ เชน่ การพัฒนาด้านคุณภาพชวี ิต เศรษฐกิจ การศกึ ษา การสาธารณสุข
การเมือง เปน็ ต้น แตใ่ นทางตรงกันข้าม การพฒั นาได้กลายเปน็ สาเหตุของปญั หาหลายประการ เชน่ การ
ขยายช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท ความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้ ความไม่เท่าเทียมในด้าน
การบริการทางสาธารณสขุ ปญั หาเรอ่ื งสทิ ธิมนุษยชน เป็นต้น ปญั หาเหล่านีส้ ง่ ผลใหอ้ งค์การไม่แสวงหา
ก�ำไรขยายตัวทวีจ�ำนวนมากขึ้นพร้อมๆ กับได้ขยายขอบเขตของบทบาทไม่จ�ำกัดวงเฉพาะการท�ำงานใน
ดา้ นการสงเคราะหผ์ ปู้ ระสบภยั เทา่ นน้ั หากแตเ่ ขา้ ไปมบี ทบาทในการสนบั สนนุ การพฒั นาและแกไ้ ขปญั หา
ต่างๆ ของสังคม มีการพัฒนาความเข้มแข็งและมีบทบาทกว้างขวางจนกลายเป็นพลังอ�ำนาจภาคที่ 3
(third sector) นอกไปจากพลงั อำ� นาจภาครฐั และภาคธรุ กิจเอกชน
2. องค์การไม่แสวงหาก�ำไรในประเทศสหรัฐอเมริกา
เชน่ เดยี วกบั ประเทศอนื่ ๆ ทวั่ โลก ในระยะแรกองคก์ ารไมแ่ สวงหากำ� ไรของประเทศสหรฐั อเมรกิ า
มจี ำ� นวนจำ� กดั ตอ่ มาเมอ่ื สงั คมเกดิ การขยายตวั มคี วามซบั ซอ้ นและภาครฐั ไมส่ ามารถจดั หาบรกิ ารไดอ้ ยา่ ง
ทั่วถึง จ�ำนวนขององค์การไมแ่ สวงหากำ� ไรจึงเพมิ่ มากข้ึนเร่อื ยๆ จากสถติ ิ ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) พบว่า
จำ� นวนขององคก์ ารไมแ่ สวงหากำ� ไรทข่ี น้ึ ทะเบยี นและไมเ่ กยี่ วขอ้ งกบั โบสถม์ จี ำ� นวน 12.500 แหง่ ตอ่ มาใน
ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) มจี ำ� นวนเพม่ิ ขึน้ เปน็ 32,000 แห่ง และในยุค ค.ศ. 1980-1990 มกี ารขยายตวั

