Page 20 - การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ภาษาไทย
P. 20

4-10 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ภาษาไทย

ถูกต้องตามแบบแผนของภาษาที่ตนใช้ได้ดีเพียงไรทารกที่ได้ยินเสียงดังกล่าวก็จะเลียนแบบเสียงได้ดีเพียง
นั้นซึ่งจะทำ�ให้เด็กพูดชัดหรือไม่ชัด แต่สิ่งที่สำ�คัญอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่งคือเด็กแต่ละคนจะมีความสามารถ
ในการแยกเสียงในภาษาที่ได้ยินในระดับความสามารถที่ต่างกัน และระดับความสามารถในการแยกเสียง
ที่ได้ยินที่ต่างกันนี้เองจึงเป็นปัจจัยสำ�คัญปัจจัยหนึ่งซึ่งพ่อแม่ต้องให้ความใส่ใจด้วย เมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียน
ตั้งแตช่ ั้นปฐมวัยและชั้นประถมศกึ ษาก็จะเปน็ หนา้ ที่ของผูส้ อนในโรงเรียนทีต่ ้องใชค้ วามรูค้ วามเขา้ ใจในเรือ่ ง
นี้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาทักษะทางภาษาให้แก่เด็กต่อไป ดังที่สุมิตรา อังวัฒนกุล (2535: 69) กล่าวไว้ว่า
“เด็กจะต้องสามารถแยกเสียงที่ได้ยินจึงจะสามารถเรียนรู้การพูดได้ถูกต้อง”

2. 	ความส�ำ คญั ของการฟงั ต่อการอ่าน

       การฟังยังเป็นรากฐานสำ�คัญต่อการอ่านอีกด้วย กล่าวคือ เมื่อเด็กสามารถพูดด้วยภาษาที่ได้ยินได้
ฟังได้อย่างคล่องแคล่วแล้วการพัฒนาทักษะทางภาษาของเด็กในลำ�ดับต่อไปก็คือการอ่าน โดยในการพัฒนา
ความสามารถในการอ่านนั้นเด็กจะใชพ้ ื้นฐานในการแยกเสยี งทีไ่ ด้ยนิ กับความสามารถในการเชื่อมโยงเสยี งที่
ได้ยินให้เข้ากบั สัญลักษณ์คือตวั อกั ษรในภาษาหรอื ตวั หนังสอื ทีเ่ ป็นตัวเขยี นหรอื ตัวพมิ พ์ ซึ่งความสามารถใน
การแยกองค์ประกอบด้านเสียงของคำ�แต่ละคำ�เป็นทักษะที่สำ�คัญในการอ่าน

       การฝึกอ่านให้แก่เด็กในระยะเริ่มต้นมักใช้เสียงพูดอันเป็นสิ่งเร้าที่คุ้นเคยเป็นสื่อกลางให้เด็กฟัง
พร้อมกับการเชื่อมโยงสัญลักษณ์ตัวเขียนให้เข้ากับคำ�พูดอันเป็นเสียงที่ได้ยินนั้น กระทำ�เช่นนี้ซํ้าๆ เด็กก็
จะสามารถเข้าใจความหมายของถ้อยคำ�ที่อ่านจากตัวหนังสือซึ่งเคยรู้จากการที่เคยพูดคำ�ๆ นั้นมาก่อน และ
ทำ�ให้เด็ก “อ่านหนังสือออก” นั่นเอง

       ด้วยเหตุที่ความสามารถในการแยกเสียงในภาษาที่ได้ยินมีความสำ�คัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการ
พูดและการอ่านดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ฉะนั้นหากเด็กมีความผิดปกติทางการได้ยินจะทำ�ให้ความสามารถ
ในการพูดและการอ่านด้อยลงไปด้วยและการจะพัฒนาการอ่านให้ดีขึ้นก็ทำ�ได้ยากด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้สอนใน
โรงเรียนระดับชั้นปฐมวัยหรือประถมศึกษาตอนต้นจึงควรมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักเห็นความสำ�คัญ
ในเรื่องนี้ โดยควรหมั่นสังเกตเด็กนักเรียนของตน และหากพบว่ามีเด็กที่บกพร่องดังกล่าวก็ไม่ควรฝึกการ
อ่านโดยเน้นการใช้เสียงเพราะจะทำ�ให้ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านตํ่าจากสาเหตุดังกล่าวได้

       ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งที่ผู้สอนต้องตระหนักเห็นความสำ�คัญ คือ ต้องมีความเข้าใจถึงความแตก
ต่างระหว่างการอ่านผิด กับ การออกเสียงผิด กล่าวคือ การออกเสียงผิดเกิดจากสาเหตุที่เด็กไม่สามารถแยก
ความแตกต่างของเสียงที่ได้ยินเพราะมีความบกพร่องทางการได้ยินซึ่งผู้สอนจะต้องพัฒนาทักษะในการแยก
เสียงด้วยการฝึกเดก็ ใหแ้ ยกหน่วยเสยี งในคำ�ตา่ งๆ ให้ได้เสยี ก่อน สว่ นการอา่ นผิด หมายถงึ การที่เด็กเคยฝกึ
อ่านคำ�ใดๆ มาแล้ว หรือผู้สอนได้ฝึกให้อ่านคำ�นั้นๆ มาแล้ว แต่เมื่อพบคำ�ดังกล่าวอีกเด็กกลับอ่านไม่ถูกต้อง
ซึ่งเรียกว่าอ่านผิดนั่นเอง อย่างไรก็ตามเด็กส่วนใหญ่อาจได้ยินเสียงแต่ไม่ได้ฟังว่าเสียงที่ได้ยินนั้นคืออะไร
หรอื ไมเ่ ขา้ ใจความหมายของเสยี งทีไ่ ดย้ นิ นัน่ เองทัง้ นีเ้ พราะการฟงั เปน็ ขัน้ การรบั รูท้ ีส่ งู กวา่ การไดย้ นิ แลว้ จดจ�ำ
เสียงได้ แต่การได้ยินเป็นเพียงขั้นเริ่มต้นของการฟัง ดังได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องที่ 4.1.1 ความหมายของการ
ฟังและการได้ยิน  (สุมิตรา อังวัฒนกุล 2535: 67-72)
   15   16   17   18   19   20   21   22   23   24   25